พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Finance

การครองส่วนแบ่งสกุลเงินของโลกโดยเงินดอลล่าห์สหรัฐยังคงบดบังการขึ้นไต่อันดับทางด้านการเงินของจีน

https://www.economist.com/finance-and-economics/2020/04/16/the-dollars-dominance-masks-chinas-rise-in-finance

การแพร่ระบาดของไวรัสเป็นตัวเร่งเร้าสกุลเงินของจีนและบริษัททางด้านการเงินของจีนที่นำเทคโนโลยีมาใช้หรือ (fintech) ให้เพิ่มมากขึ้น

ณ สนามบินฮ่องกงที่อ้างว้าง มี ATM อยู่สองตู้ข้างๆกันให้กดตัง ตู้นึงเป็นของ HSBC ธนาคารที่มีความเป็นจีน แต่เจ้าของคืออังกฤษ ที่ถือว่าเป็นช่องทางนึงของเขตการปกครองพิเศษฮ่องกงนี้ที่จะเข้าถึงเงินดอลล่าห์สหรัฐ

อีกตู้คือ Bank of China ซึ่งสามารกดเงินดอลล่าห์ฮ่องกงและเงินหยวนของจีนมาใช้ได้ ในความเงียบและน่าขนลุกจากไวรัสในช่วงนี้ มันเป็นเสมือนการเปรียบของการพยายามเพิ่มอิทธิพลทางการเงินของจีนอย่างรอบคอบ

เงินดอลล่าห์สหรัฐ ก็ยังเป็นจ้าวแห่งสกุลเงินของโลก และยังครองส่วนแบ่งสกุลเงินถึง 4 ใน 5 ของเงินที่มีอยู่ และประมาณ 2 ใน 3 ของหลักทรัพย์ที่ออกใหม่และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ก็ยังคงใช้เงินดอลล่าห์สหรัฐอบู่ดี อิทธิพลทางอ้านการเงินของจีนก็ยังคงตามหลังอเมริกาอยู่หลายขุมอยู่แม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่สุดเป็นอันดับสองของโลกมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่จีนก็อยากจะตามให้ทันอเมริกาและการแพร่กระจายของไวรัสนี้ก็อาจจะช่วยเร่งสปีดขึ้นมาได้บ้าง

มองเผินๆ เมื่อเดือนที่แล้วที่ทั่วโลกรีบเร่งเก็บเงินดอลล่าห์สหรัฐก็อาจจะดูตรงกันข้ามกัน การมาของโควิด19 บอกเป็นนัยๆว่าการมีปิดเมืองนั้นส่งผลต่อสภาพคล่องอยู่ นักลงทุนหลายคนก็ตกใจและขายสิ่งที่ตัวเองถืออยู่กันหมด ก็เลยหันไปเก็บเงินดอลล่าห์กันแทน เงินออสเตรเลียก็ร่วงเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ปี 2002 เงินรูปีก็ร่วงเป็นประวัติการณ์เช่นกัน แม้แต่เงินเยนหรือสวิสฟลังก์ที่เรียกว่าเป็นที่พักประจำของเงินก็ยังร่วงเช่นกัน

ปัญหาที่โควิด19 ส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของความต้องการเงินดอลล่าห์ในขณะที่ด้าน supply นั้นติดขาด การค้ามีการยับยั้งหรือติดขัด ทำให้บริษัทต่างๆต้องใช้วงเงินเครดิตมากขึ้น นักลงทุนทิ้งสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ต่างๆ ทำให้เงินไหลออกถึง หนึ่งแสนล้าเหรียญสหรัฐ สิ่งเหล่านี้ทำให้เงินดอลล่าห์สหรัฐมีราคาโดยเปรียบเทียบแล้วแพงขึ้นทั้งนั้น

ในขณะที่จีนยังไม่สามารถที่จะทดแทนได้ เงินหยวนนั้นมีส่วนแบ่งเพียงแค่ 2% เท่านั้นสำหรับการชำระเงินและเงินสำรองทั่วโลก แต่มีอยู่สามปัจจัยที่จีนอาจจะเกิดได้ในสถานการณ์วิกฤตตอนนี้ก็คือ การเพิ่มแรงจูงใจให้คนหันมาถือพันธบัตรรัฐบาลของจีน การเพิ่มบทบาทของประเทศในฐานะผู้ให้กู้ และการใช้อิทธิพลทางเทคโนโลยีของตัวเอง

อย่างแรกเรื่องพันธบัตร จีนนั้นก็ได้รับการสรรเสริญอยู่ว่าเป็นลูกหนี้ที่เชื่อถือได้ ซึ่งเพิ่มความน่าสนใจของเงินหยน แม้ว่าตลาดอื่นๆอาจจะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ แต่ว่าตลาดพันธบัตรของจีนก็ไม่ได้รับผลกระทบเลย ช่องว่างระหว่างราคาที่นักลงทุนต้องการซื้อและขาย (bid-ask spread) นั้นยังคงต่ำ และมีความผันผวนต่ำด้วย

ข้อมูล index จาก JPMorgan Change (ธนาคารในอเมริกา) นั้นบอกว่าผลตอบแทนจากพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่นั้นตกลงถึง 15.5% ในช่วงไตรมาสแรก ในขณะที่ผลตอบแทนจากพันธบัตรของตีนนั้นเป็นบวก 1.3% (จากกราฟ)

ตลาดพันธบัตรของจีนที่มีมูลค่าถึง 13 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จึงกลายเป็นตลาดพันธบัตรที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นที่พักที่ดีระหว่างตลาดเกิดใหม่ด้วยกันเลยทีเดียว และแม้จะเทียบกับตลาดรวยๆอย่างอเมริกาที่ผลตอบแทนแค่ 0.35% เท่านั้น ในขณะที่ของจีนให้ 2.24% สำหรับ 5 ปี

อีกปัจจัยก็คือสถานะสำหรับผู้ให้กู้ เมื่อโลกจะฟื้นฟูจากโควิด19 ในภายหลัง อันนี้ก็อาจจะช่วยให้จีนได้ประโยน์ได้ แต่ก็มีทางเลือกลำบากอยู่ การที่จีนแสดงออกถึงความตั้งใจที่จะให้พักชำระหนี้ให้กับประเทศที่ยากจนไปถึงสิ้นปีนั้นส่วนใหญ่จีนก็จะได้ประโยชน์จากเงินหยวนด้วย

ปัจจัยสุดท้ายคือเทคโนโลยี Tencent และ Ant Financial สองบริษัทที่ให้บริการกระเป๋าตังดิจิตอลนั้นมีผู้ใช้ถึง หนึ่งพันล้านรายเลยทีเดียวสำหรับแ่ละบริษัท ก็มีการขยายการลงทุนไปทั่วเอเซีย

OneConnect บริษัทที่แตกหน่อออกมาจาก Ping An บริษัทประกันที่ใหญ่ที่สุดในจีนนั้นก็ให้บริการทางด้านคลาวด์ที่เป็นผู้ให้บริการกับสถาบันการเงินใน 16 ประเทศเลยทีเดียว สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็ดูเหมือนจะเป็นตัวเสริมที่ดีที่จะบังคับให้เงินและพนักงานย้ายไปออนไลน์กนให้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี จีนต้องเปิดกว้างมากขึ้นในแง่ของการไหลของเงินทุนและระบบกฏหมายสำหรับเงินหยวนที่ต้องการจะเป็นสกุลเงินสำรองของโลก ถ้าจีนต้องการจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งอีกทาง

อ้างอิง:

https://www.economist.com/finance-and-economics/2020/04/16/the-dollars-dominance-masks-chinas-rise-in-finance

blenlit

hakwamroo.com

Leave a Reply

%d bloggers like this: