https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js

พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Finance

Neobank คืออะไร?

เราก็อยู่ในช่วงโรคระบาดมาได้เข้าสู่ปีที่ 3 กันแล้ว แต่มีอยู่ธุรกิจนึงที่ดูเหมือนว่าโรคระบาดส่งผลให้พวกเขาเกิดขึ้นมาได้เร็วขึ้นก็คือ Neobank

Neobank หรือแปลว่าบ้านๆก็คือธนาคารยุคใหม่ โดยนิตยสารจาก Forbes ให้ความหมายไว้ทำนองว่า Neobanks บางครั้งจะเรียกว่า “challenger banks” หรือธนคารผู้ท้าทายธนาคารแบบดั้งเดิม ก็คือเหล่าบริษัท fintech ทั้งหลายที่เสนอบริการทางด้านการเงินต่างๆผ่านทางแอพและใช้เทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วยในการทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านทางมือถือให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

เทคโนโลยีทางการเงินเหล่านี้มักจะมีความชำนาญในสินค้าทางการเงินโดยเฉพาะ เช่น บัญชีออมทรัพย์ บัญชีเดินสะพัด พวกเขามักจะมีความรวดเร็วว่องไวและโปร่งใสมากกว่าเหล่าธนาคารดั้งเดิมขนาดใหญ่ๆ แม้ว่าพวกเขาจะมีสถาบันการเงินเหล่านั้นเป็นคู่ค้าทางธุรกิจเพื่อรับประกันผลิตภัณฑ์ทางการเงินก็ตาม

ในอเมริกานั้น เหล่า fintechs เหล่านี้จะเป็นที่รู้จักกันในนาม neobanks ส่วนคำว่า “challenger bank” นั้นเป็นที่นิยมครั้งแรกในอังกฤษโดยอ้างอิงถึงจำนวนบริษัท startup ที่เกี่ยวข้องการการธนาคารที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการเงินปี 2007-2009

ในเดือนธันวาคม 2020 จากการวิจัยโดย Exton Consulting เป็นบริษัทที่ปรึกษาทางการบริหารและกลยุทธ์สำหรับภาคบริการทางการเงินที่อยู่ในปารีส ฝรั่งเศษ พบว่าทั่วโลกนั้นมีจำนวน neobanks อยู่ 256 บริษัท

บริษัท fintechs เหล่านั้นพบว่าความสนใจในธุรกิจนี้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในช่วง lockdown และก็เริ่มที่จะมีกำไรแล้ว

ความเป็นที่นิยมของ neobanks จะสามารถยืนระยะได้ยาวจนพ้นโรคระบาดมั้ย?

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา Chime ธนาคารแบบ neobank ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาได้เพิ่มทุนที่ทำให้บริษัทนั้นมีมูลค่าที่ 25,000 ล้านเหรียญ ซึ่งมีมูลค่าประมาณเดียวกับธนาคารอันดับที่ 13 ของอเมริกาที่จะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เลยทีเดียว

จริงๆแล้วธนาคาร neobank ส่วนใหญ่นั้นไม่เชิงว่าจะเป็นธนาคารแบบดั้งเดิมซะทีเดียว พวกเขาเสนอบริการบัตรเดบิต และบริการออนไลน์ต่างๆผ่านแอพที่ดูเท่ห์ๆ แต่แทนที่ว่าจะได้รับใบอนุญาติผ่านทางกฏหมายด้านธนาคาร ซึ่งจะค่อนข้างยุ่งยากวุ่นวาย ต้นทุนสูง และก็เสียเวลา พวกเขามักจะพยายามต่อรองหาคู่ค้ากับผู้ให้กู้รายเล็กๆในระดับภูมิภาคแทน ซึ่งรับฝากและรับประกันเงินฝากของลูกค้า เหล่า startup นี้จะวางตัวว่ามีความรวดเร็ว เช่น รับฝากเช็คและขึ้นเงินได้ 2-3 วันเร็วกว่าธนาคารใหญ่ๆ และขั้นตอนการยืนยันตัวตนที่ง่ายทำให้สามารถเปิดบัญชีโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แม้ว่าลูกค้าจะมีประวัติทางการเงินที่ไม่ค่อยดีก็ตาม

ซึ่งจะไม่เหมือนกับธนาคารแบบดั้งเดิมที่จะทำเงินจากการเบิกเงินเกินบัญชีและค่าธรรมเนียมอื่นๆ neobnks จะทำเงินส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดจากค่าธรรมเนียมเวลามีธุรกรรมแลกเปลี่ยนกันจากบัตรเดบิต หน่วยงานที่กำกับดูแลนั้นจะยอมให้ธนาคารเล็กๆสามารถคิดค่าธรรมเนียมเหล่านี้เป็นสองเท่าที่ธนาคารรายใหญ่คิดเป็นอย่างน้อย ผลประโยชน์จะตกอยู่กับ fintech โดยธนาคารที่เป็นคู่ค้าจะได้รับเงินฝากเป็นจำนวนที่มากขึ้นสำหรับเงินฝากที่พวกเขาปล่อยกู้ไป

ความสำเร็จของ neobank นี้ส่วนนึงมาจากโรคระบาดที่เกิดขึ้น การ lockdown นั้นส่งผลให้ลูกค้าเปิดบัญชีธนาคารได้จากบ้าน และ neobanks ก็รับเช็คที่มาจากรัฐบาลและขึ้นเงินได้อย่างรวดเร็วก็ช่วยด้วย ข้อมูลจากผู้ให้บริการด้านข้อมูล Apptopia จำนวนผู้ใช้งานของ neobank ผ่านแอพเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าระหว่าง กรกฏาคม 2019 และ มิถุนายน 2021 ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งานผ่านแอพสำหรับธนาคารดั้งเดิมนั้นหดตัวนิดหน่อย neobanks ระดับต้นๆก็บอกว่าเพียงแค่ครึ่งปีแรกของปีนี้ก็มีการดาวโหลดแอพไปใช้รวมกันเกือบ 20 ล้านครั้งเลยทีเดียว

แต่สิ่งที่ผลักดันจริงๆเบื้องหลังความนิยมที่เปรี้ยงปร้างนี้ก็คือปัญหาที่มีมาช้านนานแล้ว ลูกค้าหลายๆคนไม่สามารถเข้าถึงหรือได้รับการบริการที่ดีจากระบบการเงินในปัจจุบัน เหล่า neobank รายใหญ่นั้นมีความอยากที่จะบริการเหล่าคนที่มีรายได้และใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน รายอื่นๆก็อยากจะบริการกลุ่มอื่นๆที่ได้รับการบริการที่ไม่เพียงพออยากกลุ่มผู้อพยน ซึ่งหากลองไม่ต้องพิจารณาถึงจุดประสงค์ทางสังคมแล้ว ในแง่ธูรกิจมันก็ดูจะสมเหตุสมผลอยู่ ลูกค้าเหล่านั้นมักจะเก็บเงินน้อยและใช้จ่ายบ่อยซึ่งก็เหมาะสมกับธุรกิจที่คิดค่าธรรมเนียมจากการแลกเปลี่ยนธุรกรรมกัน อธิบายโดย Max Flototto ที่ปรึกษาจาก McKinsey

เหล่านักวิจารณ์ที่มองโลกแง่ดีก็บอกว่าธนาคารที่มีอยู่ในปัจจุบันจะเริ่มมีความยากลำบากในการแข่งขันกับเหล่า neobank นี้ เนื่องมาจากว่าความยากลำบากที่จะปรับปรุงเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้ทันสมัยและบริการลูกค้าที่ไม่ดีพอ และความเสี่ยงจากการกลืนธุรกิจของตัวเองที่ทำเงินจากค่าธรรมเนียมเป็นหลัก Scott Galloway จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์คบอกว่า เหล่าผู้ถือหุ้นของธนาคารต่างๆอาจจะไม่ค่อยกระตือรือร้นทางด้านนวัตกรรมมากเท่ากรรมเหล่ากลุ่มนักลงทุนนัก

แต่เหล่าผู้ท้าทายเหล่านี้ก็พบกับอุปสรรคเช่นกัน การทำเงินจากธุรกิจที่มาจากค่าธรรมเนียมธุรกรรมเป็นหลักนั้นจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อต้นทุนนั้นควบคุมได้และมีปริมาณที่มาก ซึ่ง neobank ทุกรายจะต้องเอาเงินมาลงก่อนเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเหล่าลูกค้าที่ลังเลและไม่ค่อยได้เข้าถึงบริการทางธนาคารมาก่อน และต้องดึงดูดลูกค้าเหล่านี้ด้วยของฟรีต่างๆสำหรับลูกค้าที่อาจจะคุ้นเคยกับธนาคารดีอยู๋แล้ว นอกจาก Chime แล้ว ก็มีไม่กี่บริษัทที่ทำกำไรจริงๆ จากการสำรวจนั้นพบว่ามีแค่เพียงเสี้ยวนึงเท่านั้นของลูกค้าธนาคารที่บอกว่า fintech นั้นเป็นธนาคารหลักของพวกเขา และในขณะเดียวกันยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Walmart ก็อยากจะมีส่วนร่วมในโลกการเงินแบบดิจิตอลด้วยเช่นกัน

หลายๆ neobank เริ่มที่จะเข้าใจว่าถ้าพวกเขาต้องการที่จะไปให้ถึงความยั่งยืนนั้น พวกเขาต้องเข้าไปสู่ธุรกิจการปล่อยกู้ให้ได้ กล่าวโดย Jeff Tijssen จากบริษัทที่ปรึกษา Bain มีเพียงไม่กี่บริษัทที่ปล่อยบัตรเครดิตและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเงินกู้ต่างๆ ซึ่งยิ่งก้าวเข้าไปสู่พื้นที่ของธนาคารดั้งเดิมมากขึ้น neobank บางบริษัทก็อาจจะโดนกลืนโดยธนาคารเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่รายอื่นๆก็อาจจะลองสำรวจน่านน้ำใหม่ๆก็ได้ด้วยตัวเอง

อ้างอิง:

Can neobanks’ popularity outlast the pandemic? | The Economist

What Is A Neobank? – Forbes Advisor

Leave a Reply

https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js
%d bloggers like this: