พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Economics

บทสรุป The Changing World Order บทที่ 2: Money, Credit, Debt and Economic Activity

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราสรุปไอเดียหลักในบทที่ 1 กันไปของพรีวิวหนังสือ The Changing World Order ของปู่ Ray Dalio สัปดาห์นี้เรามาดูไอเดียหลักในบทที่ 2 กัน และเช่นเคยในบทที่ 2 นี้มีความยาวถึงเกือบ 14,000 คำ ซึ่งจะสรุปไอเดียให้เหลือต่ำกว่า 200 คำก็คงได้แต่จับเอาไอเดียมาคุยเท่านั้น ก็มาเริ่มกันเลย

เนื่องจากสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศต้องการมากที่สุดก็คือความมั่งคั่งและอำนาจ และเนื่องจากเงินและเครดิตนั้นเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ความมั่งคั่งหรืออำนาจมีมากขึ้นหรือลดลังนั้น ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าเงินและเครดิตทำงานอย่างไร คุณก็ไม่สามารถเข้าใจถึงแรงผลักดันที่ใหญ่ที่สุดทางด้านการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ คุณก็จะไม่เข้าใจว่าโลกทำงานอย่างไร และถ้าคุณไม่เข้าใจว่าโลกทำงานอย่างไร คุณก็จะไม่เข้าใจว่าจะมีอะไรวิ่งเข้ามาหาคุณบ้าง

เรามาเริ่มกันด้วยพื้นฐานของเงินและเครดิตที่เป็นมานานและเป็นสากลโลกครอบจักรวาลกัน

ไม่ว่าระดับบุคคล องค์กร บริษัท หรือรัฐบาล ก็ต้องพบกับเรื่องการเงินทั้งนั้น มีเงินเข้ามาที่เรียกว่ารายได้ (revenue) มีเงินออกไปที่เรียกว่าค่าใช้จ่าย (expense) และหากรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายก็จะมีเงินเก็บ (savings) ดังนั้นก็ต้องเริ่มจากความเข้าใจในรายได้ รายจ่าย และเงินเก็บของตัวเองก่อนเพื่อประกอบส่วนอื่นๆเข้าเป็นภาพใหญ่ขึ้นมาว่าทำงานอย่างไร

หลักการสั้นๆก็คือ หนี้ (debts) นั้นกัดกร่อนสินทรัพย์ (equity) เนื่องจากในทุกๆที่แล้ว เจ้าของหนี้ต้องได้รับการชำระหนี้ก่อน และหน้าคนๆนั้นมีหนี้ที่มากกว่าสินทรัพย์ที่ตัวเองมีก็อาจจะโดนยึดทรัพย์ได้หากไม่สามารถชำระหนี้ได้

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นก็ลองนึกภาพดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณหรือบริษัทหรือรัฐบาลหรือเศรษฐกิจ ก็ลองนึกดูว่าทุกวันนี้รายได้ ค่าใช้จ่ายและเงินเก็บคุณเป็นอย่างไร คุณมีเงินเก็บแค่ไหน คุณจะมีรายได้อีกกี่ปีข้างหน้า และในเงินเก็บคุณมีอยู่ในรูปใดบ้างและความเสี่ยงของเงินเก็บคุณที่จะหายไปนั้นเป็นอย่างไร คุณจะอยู่อย่างไรต่อไป จะใช้หนี้อย่างไรเมื่อรายได้หายไป และหากคุณมองไปรอบตัวก็จะเห็นว่าทุกๆคนและทุกๆบริษัทก็จะเหมือนๆกัน เนื่องจากเศรษฐกิจก็คือองค์ประกอบของเราทุกคน

ปัญหาที่ทุกๆฝ่ายนั้นเจอในขณะนี้คือหลายๆคนไม่ว่าจะบุคคล บริษัท หรือรัฐบาลนั้นมีรายได้ที่น้อยกว่ารายจ่าย เราก็พอจะเห็นได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้บ้างกับองค์กร รัฐบาล หรือแม้แต่บุคคลนั้นๆในอนาคตหากรายได้ของเขาเหล่านั้นยังมีน้อยกว่ารายจ่ายอยู่ เราก็จะเริ่มมองภาพของเศรษฐกิจได้ แต่รัฐบาลจะต่างจากเราตรงที่ว่าทุกๆประเทศนั้นสามารถพิมพ์เงินออกมาเพื่อเพิ่มเครดิตให้กับประชาชนกู้ยืมได้ (ซึ่งในระยะยาวค่าเงินก็จะลดลงหากเศรษฐกิจไม่กระเตื้องขึ้นเนื่องจากมีเงินมากขึ้นในระบบแต่ว่ารายได้ไม่เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่พอดีกัน)

เงินหรือสกุลเงินนั้นที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกนั้นเรียกว่าสกุลเงินสำรอง (ตอนนี้ก็คือ US dollar หลักๆ คิดเป็นประมาณ 55% ของธุรกรรมทั่วโลก)

การที่สกุลเงินของตัวเองเป็นสกุลเงินสำรองและยอมรับทั่วโลกน้้น อาจจะทำให้ประเทศมีอำนาจในการซื้อและใช้จ่ายมากขึ้นเยอะ แต่มันก้อจะทำให้ประเทศนั้นกู้ยืมเงินมากเกินควรซึ่งจะนำไปสู่การมีหนี้ที่มากเกินไปจนไม่อาจจะสามารถชำระคืนในภายหลังได้ ซึ่งก็นำไปสู่ธนาคารกลางในการพิมพ์เงินมากขึ้นเพื่อชำระหนี้นั้นๆและทำให้ต้องลดค่าเงินอีก ซึ่งก็คงไม่มีใครอยากถือเงินที่ลดความมั่งคั่งของตัวเองลงไป

เราอาจจะย้อนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานของเงินก่อนดังนี้

เงินคืออะไร?

เงินคือสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและเพื่อใช้เป็นปัจจัยในการสะสมความมั่งคั่ง แม้ว่าเงินและวงเงินที่สามารถใช้จ่ายได้ (เครดิต) นั้นเกี่ยวข้องกับความมั่งคั่ง แต่ในตัวมันเองแล้วไม่มีค่าอะไรและไม่ใช่ความมั่งคั่ง

เงินสามารถซื้อความมั่งคั่งได้ นั่นก็คือสินค้าและบริการ ดังนั้นจำนวนเงินและวงเงินที่ตัวเองมีนั้นก็ดูเหมือนว่าจะมีความมั่งคั่ง แต่ว่าตนเองนั้นไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ด้วยการสร้างเงินและวงเงินขึ้นมา การที่จะสร้างความมั่งคั่งนั้น ตัวเองต้องมีประสิทธิภาพด้วย

สิ่งที่ทำให้เงินและวงเงินมีวงจรเศรษฐกิจของมันก็เนื่องจากว่า เงินและวงเงินนั้นมันดูตื่นเต้นและน่าใช้จ่ายเพื่อได้มา และมันก้อดูอึดอัดกดดันเมื่อต้องจ่ายคืนกลับไป

แม้ธนาคารกลางจะสามารถกระตุ้นหรือชะลอเศรษฐกิจได้ด้วยนโยบายทางการเงินไม่ว่าจะเป็นการพิมเงินหรือการลดดอกเบี้ย แต่ว่าอำนาจของธนาคารกลางและเครื่องมือนั้นก็มีจำกัดอยู่

ความสามารถของธนาคารกลางในการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นจะหมดไปเมื่อธนาคารกลางสูญเสียความสามารถในการที่จะพิมพ์เงินและการเจริญเติบโตของเครดิตที่จะส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจให้สร้างงานและส่งผลให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตได้อย่างแท้จริง

ซึ่งธนาคารกลางมักจะสูญเสียความสามารถเหล่านี้เมื่อระดับหนี้ในระบบนั้นมีปริมาณสูง และดอกเบี้ยไม่สามารถตัดหรือลดน้อยลงได้มากกว่านี้อีกแล้ว รวมไปถึงการพิมพ์เงินออกมาและการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ก็ไม่สามารถช่วยให้เพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกินได้อีกต่อไป

วงจรหนี้ระยะยาวแบบสรุปสั้นๆ

ในอดีตที่ผ่านมาเป็นพันๆปีแล้วนั้นจะมีระบบการเงินที่เกิดขึ้นมาอยู่สามประเภท

  1. Hard Money หรือเงินที่มีค่าในที่ตัว (เช่น พวกโลหะ หรือเหรียญเงิน)
  2. “Paper Money” หรือเงินกระดาษซึ่งไม่มีค่าในตัวเอง แต่สามารถใช้อ้างอิงสิทธิ์ใน Hard Money ตามที่ระบุไว้
  3. Fiat Money หรือเงินที่เราใช้กันทุกวันนี้นั่นเอง เช่น เงินเหรียญดอลล่าสหรัฐ

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประเทศต่างๆมีการผ่านระบบสามแบบนี้ด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างจะเป็นเหตุเป็นผลอยู่ เมื่อประเทศต้องการเงินและวงเงินมากกว่าที่ประเทศมี ไม่ว่าจะใช้ชำระหนี้ ทำสงคราม หรือแก้ปัญหาอื่นๆ มันก็จะค่อยๆผ่านจากประเภทหนึ่งไปสองไปสามตามธรรมชาติเพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการพิมพ์เงินเพิ่มในท้ายที่สุด และการที่พิมพ์เงินออกมามากไป ก็ย่อมทำให้มูลค่าของเงินนั้นลดลงไปตามธรรมชาต ทำให้คนก็ขายเงินนั้นๆหรือเปลี่ยนรูปไปหาสิ่งที่จะคงมูลค่าไว้ได้มากกว่านั่นเอง

ในช่วงที่โลกมีการจัดระเบียบกันใหม่หลังจบสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 นั้น มีข้อตกลงเบรตตั้นวูดส์ (Bretton Woods agreement) ว่าให้สกุลเงินเหรียญดอลล่าห์สหรัฐนั้นอยู่ในตำแหน่งสกุลเงินสำรองหลักของโลกในปี 1944

ระบบการเงินแบบใหม่ในตอนนั้นก็คือประเภทที่สอง (ก้อคือผูกเงินไว้กับ hard money หรือก็คือทองในตอนนั้น) และภายหลังจากนั้น ประเทศอเมริกาก็สร้างหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าก็มีทองในจำนวนที่เท่าเดิม ทำให้จำนวนเงินที่ใช้เปลี่ยนเป็นทองนั้นลดลงจาก 50 เหลือ 35 เหรียญดอลลาห์เท่านั้น จนสุดท้ายทองไม่เหลือ ทำให้ระบบเบรตตั้นวูดส์นี้พังลงในวันที่ 15 สิงหาคม ปี 1971 นั่นเอง และทำให้ประเทศอเมริกาและประเทศอื่นๆก็ย้ายไปเข้าสู่ระบบการเงินในประเภทที่สามนั่นเอง

จากกราฟด้านล่างจะเห็นวงจรอัตราดอกเบี้ยนั้นจะขึ้นไปอยู่สูงสุดในช่วง 1979-1981 และลงมาเหลือใกล้ 0% แล้วตอนนี้ ตั้งแต่ระบบการเงินที่มีดอลลาห์สหรัฐเป็นสกุลเงินของโลกมา

No alt text provided for this image
ภาพจาก LINKEDIN โดย Ray Dalio

และเนื่องมาจากอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่แตะ 0% แล้วในปี 2008 การลดลงของดอกเบี้ยจึงไม่เพียงพอที่จะสร้างเงินและวงเงินใหม่ที่จะขยายเศรษฐกิจได้ ธนาคารกลางจึงต้องพิมพ์เงินใหม่และซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน

ไวรัสโคโรน่า กระตุ้นให้เกิดตลาดและเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ซึ่งก่อให้เกิดรูไหลออกของรายได้ โดยเฉพาะพวกที่มีหนี้และรายได้หายไปจากผลกระทบจากการหดตัวนี้ ดังนั้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2020 นั้นธนาคารกลางของอเมริกาก็ได้ประกาศที่จะสร้างเงินและวงเงินจำนวนมากร่วมไปกับรัฐบาลกลาง ซึ่งก้อเหมือนครั้งที่เหมือนกับประธานาธิบดีรูสเวลท์ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ปี 1933

ณ ตอนนี้เงินสกุลดอลลาห์สหรัฐคิดเป็น 55% ของธุรกรรมของโลก การออม และการกู้ยืม เงินยูโรคิดเป็นประมาณ 25% เงินเยนญี่ปุ่นน้อยกว่า 10% และเงินหยวนจีนแค่ 2% เท่านั้น

ประเทศที่มีสกุลเงินสำรองของโลกเก็บไว้นั้นจะมีอำนาจที่น่าทึ่ง บางครั้งอาจจะมีอำนาจมากกว่าอำนาจทางการทหารด้วยซ้ำ เนื่องจากว่าประเทศที่เป็นสกุลเงินของโลกด้วยนั้นก็สามารถที่จะพิมพ์เงินและกู้เงินและใช้เงินได้อย่างที่ต้องการ อย่างที่อเมริกากำลังทำในทุกวันนี้ และประเทศที่ไม่มีสกุลเงินสำรองของโลก ก็ต้องไปขวนขวายหามาเพื่อใช้ในการทำธรกรรมและเก็บออม

วงจรที่เกิดขึ้นมาเมื่อมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ก็สามารถที่สรุปออกเป็นภาพได้ตามด้านล่าง แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นตามนี้เป๊ะๆ แต่ว่าเกือบทั้งหมดก็มักจะมาแนวนี้ สั้นๆก็คือ โลกมีการจัดระเบียบใหม่หลังจากมีความขัดแย้งเกิดขึ้น มีความเจริญรุ่งเรือง เกิดหนี้ฟองสบู่ เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน เกิดการผิดชำระหนี้ พิมพ์เงินและวงเงินเพื่อชำระหนี้ มีการปฏิวัติหรือสงคราม มีการปรับโครงสร้างหนี้และโครงสร้างการเมืองการปกครอง และก็วนกลับไปที่จัดระเบียบโลกกันใหม่

No alt text provided for this image
ภาพจาก LINKEDIN โดย Ray Dalio

ทั้งหมดนี้เป็นการสรุปคร่าวๆจากต้นฉบับตามลิงก์ในส่วนของอ้างอิงที่มีมากกว่า 14,000 คำ ซึ่งหากท่านใดที่สนใจด้านนี้จริงๆควรจะหาเวลาเข้าไปอ่านนะครับ เหมือนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ (และการเมืองเล็กๆ) ไปในตัว เพราะสองสิ่งนี้ยังไงก็สัมพันธ์กันครับ

อ้างอิง:

https://www.linkedin.com/pulse/money-credit-debt-ray-dalio/?published=t

Leave a Reply

%d bloggers like this: