https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js

พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Economics

The World in 2020: Recession?

ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมายาวมาจนบัดนี้ก็มีหลายสำนักข่าวพูดถึงเรื่อง recession หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอยกันเป็นระยะว่าจะเกิดขึ้นแน่นอนมั้ยในปี 2020 ปีนี้

ทางนิตยสาร The Economist ชื่อดังที่ผมชอบอ่านก็ได้มีบทความนึงกล่าวถึงการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2020 นี้ไว้เช่นกัน

แต่ก่อนที่เราจะไปถึงตรงนั้น เรามาพยายามเข้าใจกันก่อนว่าไอ่ recession หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้นแปลว่าอะไร

โดยปกติแล้วในทางเศรษฐศาสตร์ คำว่า recession นี่จะกล่าวถึงวงจรทางธุรกิจที่มีการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีการตัดค่าใช้จ่าย่ หรือมีการใช้จ่ายลดลงในวงกว้างของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

การที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยนี้ก็อาจจะเกิดได้จากหลายๆสาเหตุ เช่น เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการหดตัวอย่างรุนแรงของเครดิตหรือเงินทุนหมุนเวียน ทำให้เครดิตหดตัวอย่างฉับพลัน การที่ supply หรืออุปทานของสินค้าหดตัวฉับพลัน หรือการเกิดฟองสูบ่แตกจากการที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มากและรวดเร็วเกินไป

ในอเมริกาจะให้คำจำกัดความประมาณว่า การลดลงทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางในวงกว้างทั่วทั้งตลาดและยังคงอยู่มากกว่าสองถึงสามเดือน ในอังกฤษจะให้คำจำกัดความไว้ว่า การที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นติดลบติดต่อกันมากกว่าสองไตรมาสขึ้นไป

ทีนี้กลับไปที่บทความของ The Economist กัน

พอล ซามูเอลซัน (Paul Samuelson) สำหรับคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์อาจจะเคยได้เรียน textbook จากนักเศรษฐศาตร์คนนี้ ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจว่า การเล่นมุขที่ได้รับการพิจารณามาอย่างถี่ถ้วนแล้วนั้นสามารถส่งผลกระทบได้มากกว่าคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนยาวๆสองสามหน้า

หนึ่งในสำนวนของเขาที่มีชื่อเสียงคือการที่เขาบอกว่า การลดระดับลงของตลาดหุ้นนั้นได้มีส่วนในการทำนายการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาแล้วถึง 9 ครั้งในภาวะเศรษฐกิจถดถอย 5 ครั้งที่ผ่านมา มุขนี้มีมาตั้งแต่ช่วงปี 1960s แต่มันอาจจะเกี่ยวข้องมากสำหรับตลาดการเงินในปี 2020 นี้

ซามูเอลซัน เป็นหนึ่งในผู้ออกแบบทฤษฏี Efficient-Market hypothesis ซึ่งบอกไว้ว่า ราคาตลาดหุ้น เหมือนกับ ราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนนั้นไม่สามารถทำนายได้ เนื่องมาจากว่าราคาเหล่านั้นนั้นมีการรวมการคาดการณ์เข้าไว้ด้วยแล้วสำหรับเหตุการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจต่างๆที่อาจจะมีผลต่อราคาเหล่านั้น

ถ้าจะทำนายอนาคตตลาด ก็เท่ากับว่าเรากำลังจะคาดการณ์สิ่งที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วอีกทีซ้อนกันซะ ถ้ามันง่ายขนาดนั้น เราทุกคนคงรวยกันไปหมดแล้ว

อย่างไรก็ดี ก็ใช่ว่าการพยายามทุกด้านนั้นจะดูไร้สาระหรือผิดไปหมด อย่างน้อยเราก็มีตัวบ่งชี้บ้างว่าแนวโน้มในตลาดจะเป็นอย่างไร ตัวชี้นำทางด้านเศรษฐกิจต่างๆนั้นก็ต่างชี้ไปทางเดียวกันว่าจะเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

การทำนายถึงการเจริญเติบโต GDP ก็มีการปรับแก้ไขให้ต่ำลง ความกลัวต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอเมริกาก็มีเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีเหตุผลที่จะเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้นจะค่อยๆลดน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไปถึงครึ่งปีหลัง

ความกังวลของนักลงทุนในวันนี้คือความกระหายต่อพันธบัตรรัฐบาลจากประเทศร่ำรวยทั้งหลายที่คิดว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ดอกเบี้ยนโยบายนั้นติดลบในเยอรมันและสวิสเซอร์แลนด์ อัตราผลตอบแทนสำหรับพันธบัตร 10 ปีนั้นมีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นด้วยซ้ำไป

ในอดีตนั้น ตัวแปรเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกที่ค่อนข้างดีถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังมา ดังนั้นคำถามสำคัญสำหรับตลาดในปี 2020 คือจะมีอะไรดีๆเกิดขึ้นมั้ยที่ปลายฟ้า แต่ก็อย่าคาดหวังข่าวดีที่มากเกินไปในช่วงต้นๆของปี ซึ่งมีสัญญาณบ่งบอกว่าการตกลงของธุรกิจนั้นก็เริ่มจะส่งผลต่อความมั่นใจของผู้บริโภคแล้ว

อย่างไรก็ดี ความเศร้าหมองใช่ว่าจะคงอยู่ตลอดไป ยังมีนโยบายทางการเงินที่เป็นเครื่องมืออยู่ แม้ว่าจะมีบางพวกเชื่อว่าเครื่องมือนี้มันไร้ประโยชน์ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจากดอกเบี้ยมันอยู่ในระดับที่ต่ำอยู่แล้ว

แต่การตัดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอเมริกาและจีน รวมไปถึงการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากธนาคารกลางยุโรปนั้น ก็ยังคงช่วยเศรษฐกิจทั้งธุรกิจและผู้บริโภคในการที่จะยังมีเครดิตต่อไปในการดำเนินธุรกิจนั้นๆ ซึ่งก็ยังเป็นตัวช่วยยันราคาหุ้นไม่ให้ตกต่ำลงไปมากเหมือนกัน

แม้ว่ามันต้องใช้หลายๆอย่างมากกว่าแค่สิ่งนี้ที่จะทำให้ความคึกครื้นในตลาดการเงินกลับมา แต่จะไปอยู่ฝั่งตรงข้ามกับการฟื้นตัวของตลาดก่อนสิ้นปี 2020 นั้นก็ดูอาจจะเสียโอกาสมากเกินไป

ถ้าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลยังคงตกลงต่อไปอย่างต่อเนื่อง นักการเมืองก็อาจจะตื่นมาสู่ความจริงเรื่องเครื่องมือทางการคลังโดยการกระตุ้นทางด้านนี้แทน เช่นการลดภาษี และการเพิ่มการใช้จ่ายด้วยการกู้ยืม

จริงๆวิธีการนี้มันค่อนข้างล้าสมัยไปแล้วเนื่องจากเวลาที่นำมาใช้มักจะไม่เหมาะสมกับสภาพตลาดเวลานั้นๆเนื่องจากกว่านักการเมืองจะตกลงอะไรกันได้ (ถ้าเคยได้) มันคงใช้เวลาเป็นชาติ

แต่ในเมื่อความกังวลด้านภาวะเศรษฐกิจถดถอยมันมีมากขึ้นเรื่อยๆนั้น ความกดดันก็ย่อมย่องตามมามากขึ้นเรื่อยๆ หากนักลงทุนเริ่มคาดการณ์ราคาหุ้นด้วยการรวมวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้เข้าไว้ด้วยแล้ว ราคาหุ้นก็น่าจะเริ่มดีขึ้น และผลตอบแทนทางพันธบัตรรัฐบาลก็น่าจะค่อยๆฟื้นตัว

อย่างที่ ซามูเอลซัน จดไว้เมื่อครึ่งศตวรรษมาแล้วว่า บางครั้งตลาดหุ้นก็ทำนายความหายนะที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ปี 2020 นั้นก็อาจเป็นหนึ่งในปีเหล่านั้นก็ได้

นักลงทุนบ้านๆอย่างเราๆก็อ่านแล้วก็ฟัง(อ่าน)หูไว้หูเนาะ

ความเสี่ยงคือสิ่งที่เราเข้าใจและยอมรับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้หากเป็นไปในทางลบ

ความเสี่ยงไม่ใช่ความบ้าและความใจถึงกับสิ่งที่ไม่รู้และภาวนาจะให้มันออกมาดีครับ

อ้างอิง:

https://en.wikipedia.org/wiki/Recession

The Economist: The World in 2020. Recession? Don’t bet on it.

blenlit

hakwamroo.com

Leave a Reply

https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js
%d bloggers like this: