พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Investment

การกระจายพอร์ทการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงนั้นอาจจะไม่ได้ดูยั่วยวนนักแต่มันก็ยังคงได้ผลอยู่

ให้ลืมการได้กำไรเป็นสิบเด้งในระยะเวลาสั้นๆไปซะแล้วให้ยึดถือกับการค่อยๆสร้างกำไรแทน

หากมีการเขียนเล่าเรื่องราวของตลาดการเงินในยุคนี้ มันอาจจะเขียนว่านักลงทุนหลายๆคนนั้นมีความคิดว่าเงินนั้นสามารถเติบโตได้ไปถึงดวงจันทร์ทำให้พวกเขานั้นเกิดการทำผิดพลาดอย่างใหญ่ล่วง ซึ่งก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ง่ายๆด้วยการป้องกันระวังและค่อยๆสะสมเงินเก็บให้พอกพูน อย่างไรก็ ยุคนี้ยังไม่จบและมันก็ยังไม่สายเกินไปที่จะย้ายตัวเองไปอยู่ด้านเดียวกับที่ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นมาแล้ว

ด้วยความคิดที่ว่าการค่อยๆปล่อยให้เงินเติบโตอย่างเชื่อถือได้ด้วยการกระจายพอร์ทการลงทุนนั้นก็เริ่มที่จะเป็นอะไรที่คนปล่อยๆผ่านไป นักลงทุนพันล้านอย่าง Mark Cuban อาจจะเคยเริ่มกระแสนี้เมื่อทศวรรษที่ผ่านมาเมื่อเขาประกาศว่า “การกระจายความเสี่ยงนั้นสำหรับพวกไม่รู้เรื่องรู้ราวเท่านั้น” ซึ่งการลงทุนที่ได้รับผลอย่างงามที่มีอยู่ทั่วไปในไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นก็อาจจะทำให้คำพูดนี้ดูจริงขึ้นไปอีก ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าการเดิมพันก้อนใหญ่ๆและกระจุกตัวเป็นวิธีที่เชื่อถือได้และรวดเร็วต่อเส้นทางความร่ำรวย

ตัวอย่างเช่น bitcoin มีราคาที่สูงขึ้นกว่า 10 เท่าตัวตั้งแต่ดิ่งลงไปในปี 2018 ราคาหุ้นของ Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าก็พุ่งปรี๊ดขึ้นสูงกว่า 10 เท่าเช่นกันในเวลาเพียงแค่ปีกว่าๆตั้งแต่ 2019 ถึง 2020 Meme stocks หรือหุ้นที่บอกต่อๆกันและไม่ได้มีความหมายอะไรอย่าง GameStop และ AMC Entertainment Holdings Inc ก็พุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 10 เท่าเช่นกันในปีนี้

มันแลดูเหมือนว่านักลงทุนทั้งหลายจะมองหาแต่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเป็น 10 เท่าทุกวันนี้ บริษัทนึงที่ให้บริษัททางด้านโฆษษณาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มักจะโฆษณาทางทีวีช่วงที่ไม่ใช่เวลาสำคัญยังตั้งชื่อให้ตัวเองว่า Ten-X โดยไม่ได้จะสนใจเลยว่ามันมีความสัมพันธ์กับธุรกิจตัวเองหรือไม่

มันอาจจะพูดได้ว่าการที่จะคาดหวังว่าเงินจะทวีคูณไปขนาดนั้นมันก็น่าหัวเราะนัก นักลงทุนที่สามารถหาผลตอบแทนได้ที่ 7% หรือ 8% ต่อปีนั้นก็โชคดีแค่ไหนแล้วตลอดชีวิตการลงทุน ซึ่งก็เป็นการเจริญเติบโตที่เป็นค่าเฉลี่ยของเหล่ามืออาชีพทั้งหลายที่จะคาดหวัง และที่อัตรานี้จะใช้เวลา 30-35 ปีที่เงินจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า

ความคาดหวังต่อผลตอบแทนที่พอร์ทการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงจะสามารถทำได้นั้นกลายเป็นเรื่องน่าขันไปซะ ในการสำรวจนักลงทุนอิสระล่าสุด ผู้ให้กู้สัญชาติฝรั่งเศสนามว่า Natixis SA นั้นรายงานว่า นักลงทุนอเมริกันคาดหวังว่าพอร์ทการลงทุนของพวกเขาจะสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้ 17.5% ต่อปีหลังจากหักเงินเฟ้อออกไปแล้ว ซึ่งกระโดยพุ่งขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่ก็ดูจะไม่เป็นความจริงอยู่แล้วจาก 10.9% ในสำรวจปี 2019 โอเคว่ายกเว้นเหล่า venture capital ในช่วงแรกนั้นผู้เขียนจาก Bloomberg นี้ก็บอกว่าไม่เคยพอเห็นสินทรัพย์อันใดที่สามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้สูงขนาดนั้น

Bloomberg

และมันก็ไม่ได้มีเหตุผลอันใดที่จะเชื่อว่าอนาคตจะแตกต่างไปจากนี้ แต่ก็อย่าพึ่งเชื่อเขาไป บริษัทบริหารจัดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้อย่าง BlackRock Inc ได้ตีพิมพ์ความคาดหวังต่อผลตอบแทนจากการลงทุนหลายๆประเภทในช่วงเวลาที่ต่างๆกัน ค่าเฉลี่ยที่สูงที่สุดนั้นใน 30 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดที่เคยทำก็คือ 16% ต่อปีจาก leveraged buyouts หรือการกู้หนี้ยืมสินเพื่อไปซื้อบริษัทอื่นๆ โดยที่สินทรัพย์อื่นๆนั้นมีความคาดหวังต่อผลตอบแทนอยู่ที่น้อยกว่า 10% ต่อปี และประมาณครึ่งนึงนั้นน้อยกว่า 5% ด้วย ขอให้โชคดีกับการสร้างพอร์ทการลงทุนที่สร้างผลตอบแทน 17.5% ต่อปีหลังจากหักเงินเฟ้อ

Bloomberg

ผลตอบแทนในระยะกลางยิ่งจะดูพอประมาณเข้าไปอีกเนื่องจากว่าสินทรัพย์ต่างๆนั้นค่อนข้างแพง และการยกระดับการประเมินมูลค่านั้นยิ่งชอบจะเอาไปผูกกับผลประกอบการในอนาคต ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่ BlackRock นั้นจะประมาณการณ์ผลตอบแทนที่ต่ำลงไปอีกสำหรับสินทรัพย์ส่วนใหญ่ใน 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า แต่หากมองในแง่ดีแล้ว อย่างที่ BlackRock ประมาณการณ์ให้เห็นว่า นักลงทุนก็สามารถใช้ประโยชน์จากความคาดหวังต่อผลตอบแทนของตัวเองด้วยการเพิ่มสัดส่วนหุ้นที่ไม่ได้อยู่ในอเมริกาให้มากขึ้น ซึ่งก็จะไม่เป็นที่นิยมเท่าหุ้นของอเมริกา ซึ่งก็อาจจะมีราคาที่สมเหตุสมผลกว่า ยิ่งไปกว่านั้น นักลงทุนส่วนมากก็ยังสามารถที่จะคาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 7-8% ต่อไป หรือ 5-6% หลังหักเงินเฟ้อแล้ว ถ้าเราสามารถเชื่อได้ว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อของตลาดพันธบัตรอยู่ที่ 2% ต่อปี

Bloomberg

ความคิดที่ดูเหมือนเป็นมายากลนี้ก็ลามไปถึงการลงทุนในดัชนีด้วย ตั้งแต่ปี 2016 เงินส่วนใหญ่นั้นถูกลงทุนในกองทุนประเภท ETFs ซึ่งก็มีการล้อกับดัชนีต่างๆอย่างมากเกินก็เพิ่มเข้าไปในกองทุนในอเมริกาที่มีมูลค่าตลาดสูงๆ นักลงทุนได้ยื่นเงินประมาณ 1.7 ล้านล้านเหรียญในกองทุนอเมริกาประเภท ETFs แต่ลงทุนนอกประเทศเพียงแค่ 4.4 แสนล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็ลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงๆด้วย มันอาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หุ้น 6 ตัวที่ครอบครองดัชนี S&P500 และคิดเป็น 1 ใน 4 ของน้ำหนักทั้งหมดอย่าง Apple, Microsoft, Amazon, Facebook, Alphabet และ Tesla นั้นจะมีผลตอบแทนทั้งผลคิดเป็น 41% ต่อปีในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ด้วยขนาดที่ใหญ่และความสำเร็จนี้ทำให้หุ้นขนาดใหญ่ของอเมริกานั้นเอาชนะสินทรัพย์ส่วนใหญ่ในตลาดการลงทุนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้หุ้นขนาดใหญ่เหล่านั้นส่วนใหญ่ก็แพงที่สุดด้วย ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม BlackRock ถึงคิดว่าหุ้นเหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนได้เพียง 6% ต่อปีเท่าในในช่วง 5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย นักลงทุนมักจะปล่อยใจไปช่วงที่มีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี และนี่ก็หนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย ความตื่นเต้นบางอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องจริงอยู่อย่างที่มักจะเป็นมาเสมอๆ แต่ก็ช่างในช่วงระยะเวลาแรกๆ มันมักจะมีผู้แพ้มากกว่าผู้ชนะและก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบอกล่วงหน้าว่าใครจะเป็นด้านไหน ซึ่งเล่นกับเกมส์เดิมพันที่ใหญ่และกระจุกตัวแบบนี้

Marc Andreessen หนึ่งในนักลงทุนประเภท Venture ที่ประสพความสำเร็จมากที่สุดคนนึง ได้ใช้เวลาทั้งชีวิตการทำงานในการตรวจสอบหลุมระเบิดของเหล่า startups ว่าความผิดพลาดนั้นอาจจะสูงถึง 75% ก็ได้ คำแนะนำของเขาสำหรับนักลงทุนทั่วไปนะเหรอ? “ให้ลงทุนในกองทุนดัชนี S&P500 ซะ อย่าไปฝันอะไรสวยหรูนัก”

แน่นอนว่ามันก็คงไม่ได้เสียหายอะไรนักหากจะแบ่งเงินบางส่วนเพื่อไล่ตามเจ้า 10 เท่านั้่น แต่ภยันอันตรายที่แท้จริงที่นักลงทุนเดิมพันในอนาคตของตัวเองกับความเชื่อที่อาจจะไปผิดทางว่ากำไรที่ปกติจะใช้เวลาทั้งชีวิตในการทำอย่างมีระเบียบวินัยจะได้สามารถทำได้เพียงข้ามคืน หนทางที่ฉลาดกว่ามันก็น่าเบื่ออย่างที่เห็นชัดๆนี่แหละว่า “ให้ลงทุนในพอร์ทการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงในกองทุนที่ต้นทุนค่าธรรเนียมที่ต่ำ และจำไว้ว่าเงินมันบินไม่ได้…มันคลานหนะ”

อ้างอิง:

Personal Finance: Diversifying Your Portfolio Isn’t Zesty, But It Works – Bloomberg

Leave a Reply

%d bloggers like this: