พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Business

ความเชื่อมโยงระหว่างบุคลิกภาพ (personality) และความสำเร็จ (success)

การผสมผสนระหว่างคนชอบเก็บตัว (introvert) กับคนชอบเข้าสังคม (extrovert)

เนื่องจากผู้จัดการสมัยใหม่นั้นต้องสวมบทบาทโค้ชในการจัดการกับทีมของตัวเองทำให้ความเข้าใจในประเภทของบุคลิกภาพต่างๆที่เขากำลังบริหารอยู่นั้นเป็นสิ่งจำเป็น และจริงๆแล้วบทบาทและประเภทของบุคลิกภาพของตัวผู้จัดการเองนั้นก็มีส่วนในการบริหารจัดการทีมด้วยเช่นกัน

คาร์ล มัวร์ (Karl Moore) รองศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย แมคกิวในแคนาดานั้นได้เขียนบทความสองบทความเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับบทบาทของประเภทของบุคลิกภาพแต่ละประเภทที่ส่งผลต่อธุรกิจ ประเภทของบุคลิกภาพที่พบได้ทั่วไปเป็นปกติใหญ่ๆก็คือการแบ่งกันระหว่างคนชอบเก็บตัว (introvert) และคนชอบเข้าสังคม (extrovert) คุณมัวร์นั้นประมาณไว้ว่าประชากรประมาณ 40% นั้นเป็น introvert 40% เป็น extrovert และอีก 20% ที่เหลือนั้นเป็น ‘ambiverts’ ก็คือคนที่สามารถแสดงบุคลิกภาพออกมาได้ทั้งสอบแบบเลย

มันเหมือนจะง่ายที่จะทึกทักเอาว่า extrovert นั้นมีโอกาสมากกว่าที่จะประสพความสำเร็จในธุรกิจ มีการศึกษาทางวิชาการนั้นพบว่า extrovert นั้นมีโอกาสที่จะได้รับเงินสูงกว่าคนที่ไม่ชอบเข้าสังคมประมาณ 25% อย่างไรก็ดีสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน มันอาจจะเป็นไปได้ว่าการได้ทำงานในตำแหน่งที่ได้รับค่าตอบแทนที่สูงนั้นส่งผลให้คนมีความมั่นใจมากขึ้นและก็เข้าสังคมมากขึ้นแม้ว่าลักษณะของบุคลิกภาพนั้นมักจะมีการพัฒนาในช่วงต้นๆของชีวิตก็ตาม

การศึกษานั้นยังพบว่าเหล่าลูกๆของพวกเหล่ามืออาชีพทั้งหลายนั้นก็มักมีโอกาสจะเป็น extrovert ด้วย มันอาจจะเป็นเพียงเพราะว่าเหล่าลูกๆที่โตขึ้นมาในบ้านที่เจริญรุ่งเรืองนั้นมักจะมีโอกาสน้อยกว่าที่จะเจอกับเหตุการณ์ต่างๆที่มีความเครียดความกดดันที่บั่นทอนความมั่นใจ คนที่มีความมั่นใจในตัวเองนั้นก็จะมองหางานที่มีชื่อเสียงกว่าและก็อาจจะมีความเชื่อด้วยว่าความพยายามของพวกเขานั้นก็จะได้รับการตอบแทน ส่วนเหล่าคนที่มีความคิดแง่ลบเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตนเองนั้นอาจจะรู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่าที่จะพยายามมากเกินไป

แต่ introvert ก็ยังไม่ควรหมดความหวังกับการไต่บันไดอาชีพ จากการศึกษาในปี 2017 นั้นพบว่า introvert นั้นมีความเป็นไปได้มากกว่า extrovert เล็กน้อยในการที่จะทำได้ดีกว่าบอร์ดผู้บริหารและนักลงทุนคาดหวังเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร หรือ chief executive

Ambivert นั้นสามารถเป็นนักขายที่ดีได้เพราะพวกเขาสามารถที่จะฟังลูกค้าและเข้าใจว่าพวกเขาต้องการอะไร และยังมีแรงที่จะขายสินค้าและบริการของบริษัท คุณมัวร์นั้นคิดว่าผู้บริหารที่ประสพความสำเร็จนั้นจะต้องกลายเป็น ambivert ในช่วงเวลาที่สำคัญๆบ้างเพื่อที่จะประสพความสำเร็จ

Introvert ต้องพยายามแสดงความกระตือรือร้นออกมา หรือกล่าวสุนทรพจน์ที่มีการปลุกขวัญกำลังใจบ้างหากต้องเจอกับสถานการณ์เหล่านั้น และเหล่า extrovert ก็ต้องหยุดพูดและฟังทีมของตัวเองบ้าง อย่างน้อยก็เพราะว่าหากคนเป็นหัวหน้าพูดก่อน ลูกน้องก็มักจะลังเลที่จะไม่เห็นด้วย

Bartleby (ผู้เป็นคนเขียนบทความต้นฉบับนี้ ผู้ซึ่งเป็น introvert) นั้นคิดว่ากุญแจสำคัญคือต้องอย่าไปอยู่ในทางใดทางหนึ่งให้มากเกินไป introvert ขั้นสุดก็ดูเหมือนจะดูห่างไกลเกินไปที่จะบริหารจัดการทีม และก็อาจจะไม่สามารถที่จะกระตุ้นทีมได้ ในขณะทีม extrovert ขั้นสุดก็ดูเหมือนจะทำให้ธุรกิจนั้นมีความท่วมท้นมากเกินไปและอาจทำให้ผู้จัดการคนอื่นๆนั้นไม่สามารถที่จะจำกัดได้

บางทีแล้วการเป็นผู้ประกอบการหรือการก่อตั้งบริษัที่ประสพความสำเร็จนั้นโอเคว่าต้องมีระดับความมั่นใจในระดับนึง แต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถตัดสินใจถูกต้องทุกอย่างได้ และมันก็ต้องมีช่วงเวลาที่ผู้ก่อตั้งนั้นต้องใช้ความชำนาญของคนอื่นในการตัดสินใจอยู่ดี

และด้วยลักษณะเดียวกันแล้ว ผู้จัดการต่างๆก็ควรจะคิดถึงเกี่ยวกับลักษณะบุคลิกภาพที่แตกต่างไปของทีมเมื่อมีการประชุม โดยปกติแล้วพวก extrovert ก็มักจะชอบครอบงำการประชุมและมักจะพูดเสียงดังสุดและบ่อยสุด ในขณะที่ introvert ก็แทบจะไม่เคยจะมีส่วนร่วมเลย

ในหนังสือ “Running Meetings That Make Things Happen” หรือทำนองว่าการจัดการการประชุมที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ จอห์น เบเกอร์ (Jon Baker) นั้นบอกว่าคำตอบนึงก็คือพยายามส่งข้อมูลสำหรับการประชุมล่วงหน้า จอห์นบอกว่า introvert นั้น “จะไม่ถกเถียงแบบมีประสิทธิภาพมากนักหากพวกเขายังอยู่ในขั้นตอนเรียนรู้อยู่ ถ้าคุณต้องการมุมมองของเหล่าสมาชิกที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเหล่านี้ในทีมของคุณ คุณต้องให้เวลาพวกเขาในการดูดซึมข้อมูลก่อน”

คุณเบเกอร์นั้นแนะนำว่าเหล่าผู้จัดการควรจะพยายามกระตุ้นให้ introvert นั้นมีส่วนร่วมในการประชุมโดยการถามคำถามพวกเขาในเรื่องที่พวกเขามีความชำนาญ อีกวิธีหนึ่งก็คือให้ทีมนั้นเขียนไอเดียของพวกเขาลงไปแทนที่จะมีส่วนร่วมโดยการใช้คำพูด ในทางทฤษฏีแล้ว วิธีนี้ควรจะทำให้คุณภาพของการถกประเด็นนั้นดีขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้วหากมุมมองของพวก introvert นั้นไม่มีความสำคัญแล้วจะเชิญพวกเขาเข้าประชุมทำไม?

สิ่งนึงที่ทำให้ชีวิตของเหล่าผู้จัดการนั้นยุ่งยากนิดนึงก็คือมันไม่มีป้ายแปะไว้บนหน้าผากของคนในทีมซะด้วยสิว่าใครมีลักษณะบุคลิกภาพแบบไหน บางครั้งบางคนอาจจะแสดงออกอย่างชัดเจน แต่นั่นก็แปลว่าผู้จัดการนั้นอาจจะต้องใช้เวลาในการจิ๊จ๊ะพูดคุย ในการเฝ้าสังเกตุสมาชิกในทีมของตัวเองก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะกระตุ้นหรือให้แรงบันดาลใจแต่ละคนอย่างดีที่สุดได้อย่างไร ผู้จัดการนั้นจำเป็นจะต้องเป็น Henry Ford ให้น้อยลง และเป็น Sigmund Freud ให้มากขึ้น

อ้างอิง:

https://www.economist.com/business/2021/03/18/the-link-between-personality-and-success

“A winning personality: The effects of background on personality and earnings”, by Robert de Vries and Jason Rentfrow

Leave a Reply

%d bloggers like this: