https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js

พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Economics

เศรษฐกิจโลก ยุคใหม่ของความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ

https://www.gtreview.com/news/europe/standard-chartered-fined-20-47mn-over-russian-sanctions-failings/

ชาติตะวันตกได้ใช้การคว่ำบาตรบดขยี้รัสเซีย ความหมายของมันนั้นช่างใหญ่หลวง

การรุกรายยูเครนของรัสเซียนั้นอาจจะเป็นการกระทำทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตั้งแต่ปี 1945 เลยก็ได้ และมันยังเป็นจุดเริ่มของยุคใหม่ของการทำสงครามทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกแตกเป็นชิ้นๆก็ได้

มาตราการต่างๆที่ชาติตะวันตกได้บังคับใช้กับรัสเซียนั้นก็ค่อนข้างจะได้ผลชะงัดนักที่มันทำให้เกิดความโกลาหลต่อเศรษฐกิจที่มีมูลค่าถึง 1.6 ล้านล้านเหรียญของรัสเซีย ถึงกับทำให้ประธานธิบดีวลาดิเมีย ปุติน นั้นถึงกับออกมาขู่ใช้ระเบิดนิวเคลียร์เลยทีเดียว

ความเสื่อมถอยลงอย่างฉับพลันของเศรษฐกิจที่ใหญ๋ๆนั้นไม่เคยมีมาก่อนและจะทำให้ตัวโลกนั้นต้องตื่นตัวเพิ่มความระมัดระวังขึ้นมา ไม่เพียงแต่จีนเท่านั้นที่ต้องคิดคำนวณใหม่ดีๆถึงต้นทุนที่อาจจะเกิดขึ้นหากต้องการทำสงคารมกับไต้หวัน

ลำดับความสำคัญอย่างแรกของชาติตะวันตกคือต้องเอาชนะการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจกับรัสเซียให้ได้ หลังจากนั้นพวกเขาต้องสร้างกฏเกณฑ์ขึ้นมาปกครองอาวุธเหล่านี้เพื่อที่จะป้องกันการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างขึ้นสู่ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาตัวเอง

ข้อเท็จที่ว่าตอนแรกๆที่รัสเซียดูเหมือนว่าจะไม่สนใจคำขู่การคว่ำบาตรจากนานาชาติตะวันตกมากมายก็ไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่ เป็นปีๆมาแล้วที่รัสเซียได้รับคำขู่เหล่านี้เยอะแยะแต่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ทั้งอเมริกาและยุโรปก็ได้เลือกบทลงโทษทางเศรษฐกิจแทน

ทั้งคนและบริษัทประมาณ 10,000 รายนั้นอยู่ในบัญชีที่อเมริกาจะคว่ำบาตร ซึ่งจะกระทบมากกว่า 50 ประเทศ คิดเป็น 27% ของ GDP โลก ซึ่งจะครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่การทรมานยันสกุลเงินคริปโต ซึ่งบ่อยครั้งมันไม่สร้างความแตกต่างอะไรเท่าไหร่

เหล่าเผด็จการนั้นสามารถหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้ามาตราการต่างๆเหล่านี้ได้ การห้ามส่งสินค้าไปยังอิหร่านหรือเวเนซูเอล่านั้นอาจจะทำให้กระโผลกกระเผลกได้แต่ก็ไม่สามารถล้มระบอบปกครองนั้นลงได้ ผลของการยับยั้งนั้นค่อนข้างอ่อน เหล่าตัวร้ายๆทั้งหลายก็คาดคะเนเอาว่าอเมริกาจะไม่มีทางบังคับใช้การกดดันที่สูงที่สุดกับประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่ๆ

แต่เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มันก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อมาตราการคว่ำบาตรานั้นถูกบังคับใช้กับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ของโลก ด้วยการทำให้มันผิดกฏหมายสำหรับบริษัทสัญชาติตะวันตกที่มีการดีลกับธนาคารรัสเซีย ยกเว้นในกรณีการซื้อขายพลังงาน และด้วยการขับไล่รัสเซียออกจากช่องทางการจ่ายเงินระหว่างประเทศ การไหลของเงินข้ามพรหมแดนก็่จะติดขัดมากขึ้น

สิ่งที่กระทำกับธนาคารกลางของรัสเซียนี้แปลว่ารัสเซียจะไม่สามารถเข้าถึงกองทุนสำรองระหว่างประเทศขนาดมหึมามูลค่า 630,000 ล้านเหรียญได้ ความเชื่อมั่นก็ได้ระเหยไปหมด สกุลเงินรูเบิ้ลนั้นดิ่งลง 28% ปีนี้เนื่องจากเงินทุนที่ไหลออก มีความเสี่ยงต่อการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้ออย่างมาก ราคาหุ้นรัสเซียนั้นก็ดิ่งลงเกิน 90% สำหรับการซื้อขายนอกประเทศ และบริษัทข้ามชาติหลายๆรายก็กำลังย้ายออกจากรัสเซีย ตั้งแต่มอสโควยันเมอมัสก์ ชาวรัสเซียก็เข้าคิวรอบๆธนาคารเป็นแถว

แรงช็อคอาจจะนำพาไปสู่การรัฐประหารหรือเงินที่ขาดแคลนซึ่งจะขวางทางเครื่องจักรสงครามที่กำลังดำเนินไปอยู่ แต่คุณปุตินอาจจะล้างแค้นด้วยอาวุธเศรษฐกิจของตัวเองเช่นกันรวมไปถึงการหยุดส่งแก๊ส หลังจากที่มีการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ในปี 1945 นั้นมันต้องใช้เวลาเป็นปีๆเพื่อที่จะพัฒนาหลักการขึ้นมาเพื่อปกครองวิธีการที่จะจัดการกับการล้างแค้น

ในขณะนี้ ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน มันไม่มีเวลาสำหรับการคว่ำบาตรที่สมน้ำสมเนื้อกัน หลักการหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ การแก้แค้นของรัสเซียทางเศรษฐกิจนั้นก็จะได้รับแรงตอบโต้กลับจากชาติตะวันตกที่มากกว่าเดิมที่จะทำให้การกระทำเพื่อการโต้กลับหรือล้างแค้นนี้ดูไม่มีเหตุผลไปเลย

จากความสามารถที่จะป้องกันหรือยับยั้งบริการทางด้านเทคโนโลยีหรือการส่งออกน้ำมัน (ซึ่งรัสเซียมีรายได้มากกว่าแก๊สถึงสี่เท่า) เหล่าชาติตะวันตกนั้นยังคงความได้เปรียบอยู่

ถ้าชาติตะวันตกทำให้รัสเซียยอมได้และสามารถยับยั้งอำนาจทางอาวุธได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวก็จะน่ากลัวอยู่ ยิ่งมันถูกใช้มาก ก็จะมีหลายประเทศเพิ่มขึ้นที่จะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพึ่งพาการเงินจากชาติตะวันตก ซึ่งนั่นจะทำให้การข่มขู่การแยกออกไปนั้นมีพลังน้อยลง และนั่นจะนำไปสู่การแตกแยกออกไปเป็นส่วนๆของเศรษฐกิจโลก ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ความหวาดกลัวต่อการห้ามส่งสินค้านั้นจะสอดคล้องกับการเร่งรีบให้เศรษฐกิจพึ่งพาตัวเองและความมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในรูปแบบมีกรอบของตัวเอง

เหล่าเผด็จการจะเป็นกลุ่มที่กังวลมากที่สุด พวกเขาเป็นเจ้าของสินทรัพย์และกองทุนสำรองมูลค่า 20 ล้านล้านเหรียญ แม้ว่าจีนอาจจะสามารถเหล่าตะวันตกเจ็บปวดด้วยการทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงขึ้นด้วยการปิดกั้นห่วงโซ่อุปทาน แต่ตอนนี้มันชัดเจนแล้วว่าแม้ว่าจะมีสงครามรุกรานไต้หวันเกิดขึ้น ชาติตะวันตกสามารถที่จะแช่แข็งกองทุนสำรองของจีนที่มีมูลค่าถึง 3.3 ล้านล้านเหรียญไว้ได้ แม้ว่าประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้างอย่างอินเดียว ซึ่งพยายามหลีกเลี่ยงการประฌามรัสเซียที่รุกรานยูเครนนั้นอาจจะกังวลว่าพวกเขานั้นมีความเปราะบางต่อแรงกดดันจากชาติตะวันตกมากกว่า

ในทศวรรษข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอาจจะสร้างระบบเครือข่ายการชำระเงินแบบใหม่ที่จะข้ามผ่านระบบธนาคารของตะวันตกไปก็ได้ การทดลองระบบสกุลเงินดิจิตอลของจีนนั้นมีผู้ใช้ 261 ล้านราย วันนี้มันเป็นการยากที่จะพักเงินเป็นล้านๆดอลล่าห์นอกระบบตลาดของชาติตะวันตก แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะมีหลายประเทศเพิ่มมากขึ้นที่จะหาทางกระจายกองทุนสำรองของตัวเองออกไปด้วยการลงทุนในที่อื่น

การแตกแยกออกเป็นส่วนที่กระจัดกระจายมากขึ้นนั้นบางส่วนก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ด้วยการคว่ำบาตรประเทศมากขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และตอนนี้พยายามเพิ่มความรุนแรงขึ้นนั้น ชาติตะวันตกก็เสี่ยงมากขึ้นที่เหมือนเป็นการผลักดันให้ประเทศอื่นๆปลดตัวเองออกจากระบบการเงินที่ชาติตะวันตกเป็นผู้นำอยู่มากกว่าที่ต้องการ

นั่นคือว่าทำไมหลังจากที่วิกฤตในยูเครนผ่านไปแล้ว ชาติตะวันตกควรจะพุ่งเป้าไปที่ว่าการคว่ำบาตรจะสามารถควบคุมและให้มีความชัดเจนได้อย่างไร การเพิ่มขึ้นอย่างไม่ลดละของพวกระดับต่ำๆนั้นควรจะได้รับการตีกรอบ แม้ว่ามาตราการบางอย่างที่มีเป้าหมายต่อปัจเจคชนและบริษัทบางบริษัทสำหรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นยังคงสมควรอยู่ แม้ว่ามันจะไม่ค่อยได้ผลก็ตาม และมันควรทำให้เกิดความชัดเจนด้วยว่าการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในวงกว้างนั้นในขั้นที่ก่อให้เกิดความฉิบหายที่ใช้กับรัสเซียนั้นจะคงไว้สำหรับการกระทำที่แย่ที่สุดเกี่ยวกับการรุกรานและสงครามเท่านั้น ชาติตะวันตกได้ปล่อยอาวุธทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจจะคิดได้มาก่อนจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ และมันต้องถูกใช้อย่างฉลาดด้วย

อ้างอิง:

A new age of economic conflict | The Economist

Leave a Reply

https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js
%d bloggers like this: