พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Economics

มาวัดค่าคนรวย 1% กัน นักเศรษฐศาสตร์กำลังคิดวิธีใหม่ๆเกี่ยวกับตัวเลขในเรื่องความเหลื่อมล้ำกันทางรายได้

https://www.investopedia.com/financial-edge/1212/average-net-worth-of-the-1.aspx

จากบทความบรรยายสรุปส่วนนึงของบทความใน The Economist ฉบับล่าสุดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2019 นั้นมีหัวข้อนึงที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เราก็ไปศึกษาหาความรู้กันเช่นเคยว่าเขาว่าไงกันบ้าง อาจจะยาวสักหน่อยแต่ถ้าทนอ่านกันได้จนจบก็เป็นเป็นประโยชน์ดีทีเดียว

ความเห็นต่างในทางวิชาการทำให้มีนัยยะสำคัญต่อโลกแห่งความเป็นจริง

เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีมาแล้วก่อนนี้คนนับพันจะรวมตัวประท้วงกันที่สวน Auccotti ในนิวยอร์คเมื่อปี 2011 ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จักนักวิจัยผู้นี้ในฝรั่งเศสที่เขียนถึงความเหลื่อมล้ำกันทางรายได้ในมุมองใหม่ “จุดสนใจของการศึกษาของเรานั้นประกอบด้วยการเปรียบเทียบการวิวัฒนาการของรายได้ของคนที่สูงที่สุด 10%, 1%, 0.5% และไปเรื่อยๆ” โทมัส พิเกตติ (Thomas Piketty) ได้เขียนไว้ในงานวิจัยของเขาในปี 1998

ร่วมกับผู้เขียนร่วมกับเขาเป็นเวลานานอย่าง เอมมานูเอล ซาเอซ (Emmanuel Saez) พิเกตตินั้นได้คิดค้นวิธีใหม่ในการใช้ข้อมูลทางภาษีแทนข้อมูลจากการสำรวจ และนั่นทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากับตัวเลขรายได้ของคนที่รวยที่สุด

เขาเปิดเผยว่า “คนที่รวยที่สุด 1% นั้นเหมือนร่ำรวยขึ้นมาได้ประหนึ่งมาจากการขโมยหรือทำให้คนอีก 99% นั้นเสียประโยชน์เลยทีเดียว บทวิจัยของเขาทำให้กลุ่ม Occupy Wall Street (กลุ่มคนที่ประท้วงถึงความเหลื่อมล้ำกันทางรายได้ในสังคม) นำคำศัพท์นี้ไปใช้เลยทีเดียว

จากนั้นมาพวกประเทศที่เรียกตัวเองว่าร่ำรวยและเจริญแล้วก็พยายามหาสาเหตุและผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของความเหลื่อมล้ำกันไปทั่ว ในหนังสือ “Capital in the Twenty-First Century” หนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มนึงที่ตีพิมพ์ในปี 2013 นั้นพิเกตติได้ถกว่าภายใต้ระบบทุนนิยมนั้นการเพิ่มขึ้นของความเหลื่อมล้ำนั้นเป็นเรื่องปกติของกิจการของรัฐทั่วไป

จากบทวิจัยของพิเกตติ และจากบทวิจัยอื่นๆแนวนี้ก็ได้กลายเป็นวาทกรรมทางการเมืองในอเมริกาและหลายประเทศในตะวันตก ผู้ลงแข่งขันตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯอย่าง เอลิซาเบธ วอเรน และ เบอร์นี่ แซนเดอร์ส นั้นก็นำเสนอการเก็ฐภาษีคนรวยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

มันก็ดูเหมือนว่าหลายๆอย่างมันไม่เป็นไปอย่างที่ควรเป็นในระบบทุนนิยมสมัยใหม่ ในหลายๆประเทศนั้นความเคลื่อนไหวทางสังคมก็ลดลัง บริษัทหลายๆบริษัทมีอำนาจทางการตลาดที่มากเกินไป ราคาบ้านก็แพงเกินเอื้อม ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ก็ช่วยอธิบายให้เห็นว่าทำไมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศที่ร่ำรวยนั้นถึงค่อนข้างอ่อนแอ

มันก็เลือดตาแทบกระเด็นเหมือนและก็มีความซับซ้อนอย่างมากที่จะคำนวณหาว่าคนแต่ละคนนั้นมีรายได้เท่าไหร่ในหนึ่งปี หรือว่ามูลค่าทรัพย์สินที่เขาถืออยู่ รวมไปถึงระดับรายได้หรือความร่ำรวยของประเทศที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำนั้น บางคนก็ไม่ได้ทำสำรวจจากรัฐบาล บางคนก็แสดงรายได้ต่ำกว่าที่เป็นจริง และคำจัดกัดความสำหรับ “รายได้” นั้นก็หาไม่ได้ง่าย และยิ่งต้องไปประเมินค่าหุ้นหรือทรัพย์สินที่ไม่ได้มีราคากลางก็ยิ่งมึนไปใหญ่ ซึ่งหน่วยงานรัฐบาล นักวิจัยต่างๆก็พยายามจะเฟ้นหาคำตอบจากปัญหาเหล่านี้

เงินมันก็คือเชื้อเพลิง

ความรู้ดั้งเดิมที่เกิดขึ้นจากความพยายามเหล่านี้จะวนๆอยู่กับประเด็นหลักอยู่ 4 ข้อคือ หนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปสี่หรือห้าสิบปีนั้น รายได้ของคนที่รวยที่สุด 1% นั้นเพิ่มขึ้นอย่างทะลุทะลวง สอง รายได้ของคนชนชั้นกลางนั้นนิ่งอยู่กับที่ไม่ไปไหน สาม ค่าจ้างยิ่งแทบไม่เพิ่มขึ้นเลยแม้ว่าประสิทธิภาพนั้นจะเพิ่มขึ้น แปลว่าการเพิ่มขึ้นของ GDP นั้น ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนั้นวิ่งไปหานักลงทุนในแง่ของดอกเบี้ย เงินปันผล และการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้น มากกว่าที่จะเพิ่มขึ้นในรูปของค่าจ้าง สี่ คนรวยนั้นลงทุนกลับเข้าไปอีกจากผลกำไรความสำเร็จของพวกเขา ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางความร่ำรวยนั้นยิ่งเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่าทุกๆหัวข้อก็ต้องมีคนไม่เห็นด้วย แต่เรื่องนี้นั้นมีงานวิจัยใหม่ๆได้เรียกร้องให้มีการประเมินความมีอยู่จริงของความเหลื่อมล้ำนี้ใหม่

เริ่มจากพวกรายได้ที่สูงที่สุดก่อนเลย ความคิดที่ว่าพวกนั้นร่ำรวยขึ้นมากก็ค่อนข้างน่าสงสัยเมื่อไปนอกอเมริกา ในอังกฤษนั้นส่วนแบ่งจากรายได้หลังหักภาษีของคนที่รวยที่สุด 1% นั้นไม่ได้สูงกว่าในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เลย โดยทั่วยุโรปนั้นอัตราส่วนรายได้หลังหักภาษีของคนรวยที่สุด 10% ต่อคนจนที่สุด 50% ส่วนล่างนั้นก็กลับเปลี่ยนไปน้อยอย่างไม่น่าเชื่อตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 เช่นกัน อ้างอิงจาก โทมัส แบลนเช็ต (Thomas Blanchet) จาก Paris School of Economics และเพื่อนร่วมงานของเขา

เรื่องราวในอเมริกาก็ดูจะค่อนข้างชัดเจน จากการวิเคราะห์ข้อมูลภาษีจากกลุ่ม พิเกตติ ซาเอซ และ ซัคแมน อย่างไรก็ดี งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้โดน เจอรัลด์ อูเทน และ เดวิด สปรินเตอร์ นักเศรษฐศาตร์ จากกรมการคลังและคณะกรรมร่วมเกี่ยวกับภาษีนั้นได้ข้อสรุปที่น่าสนใจเช่นกันว่า หลังจากปรับภาษีและธุรกรรมการโอนเงินต่างๆแล้วนั้นพบว่าส่วนแบ่งรายได้ของคนี่รวยที่สุด 1% ในอเมริกานั้นก็แทบไม่เปลี่ยนเลยเช่นกัน (รูป 1)

แต่อย่างไรก็ดี ก็ได้มีการถกเถียงกันถึงความไม่เห็นด้วยในวิธีการวัดค่าของมูลค่าของคนรวยที่สุด แต่ในท้ายที่สุดแล้ว อูเทนและสปรินเตอร์ก็พบกว่าส่วนแบ่งรายได้ก่อนภาษีของคนที่รวยที่สุด 1% นั้นเพิ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1960 แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าวิธีการประเมินและวัดค่าวิธีอื่นๆก็ตาม

แต่มันคือความเหลื่อมล้ำทางรายได้หลังจากหักภาษีและผลประโยชน์แล้วต่างหากที่ส่งผลถึงความแตกต่างในมาตราฐานการใช้ชีวิต ซึ่ง อูเทน และสปรินเตอร์นั้นพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่น้อยมาก

นักเศรษฐสาสตร์บางพวกนั้นแย้งว่าตัวเลขเหล่านี้ถูกบิดเบือนจากการรวม Medicaid (ประกันภัยสุขภาพที่เกิดขึ้นในสมัยประธานธิบดีบารัค โอบามา) แต่มันก็ยากที่จะปฏิเสธว่าการจัดหาประกันสุขภาพที่ฟรีแบบนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ คำถามมันคือว่าพวก “ผลประโยชน์ที่ไม่ใช่เงินสด” นี่ต่างหากควรนับเป็นรายได้หรือไม่

การถกเถียงหลายๆครั้งก็มักจะลามไปถึงการวิจารณ์ถึงความรู้ดั้งเดิมข้อที่สองที่ว่ารายได้ชนชั้นกลางนั้นไม่ขยับไปไหน

พิเกตติ ซาเอซ และซัคแมนนั้นบอกว่าการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งของคนที่รวยที่สุด 1% นั้นมาจากการเสียผลประโยชน์ของส่วนล่าง 50% นั้น พวกเขาก็แย้งว่าหากคนที่รวยที่สุด 1% นั้นไม่ได้ทำมาได้ดีแล้ว เด๋วคนอื่นก็จะทำได้ดีกว่าอยู่ดี ซึ่งมันก็จะมีตัวเลขที่มาจากหลายแหล่งเกี่ยวกับการเติบโตของรายได้ของชนชั้นกลางตั้งแต่ร่วงลง 8% จนถึงเพิ่มขึ้น 51% ซึ่งก็เป็นช่วงที่กว้างมาก

ในข้อที่สามที่ว่าประสิทธิภาพหรือ productivity เนี่ยมันแซงรายได้ไปแล้ว พิเกตติเขาแย้งว่ากลุ่มที่รวยๆบนๆของการกระจายรายได้เนี่ยมาจากการได้มาทางมรดกหรือการลงทุน มากกว่าทำงานให้ได้มา (เกิดมาในครอบครัวที่รวยก็เลยส่งต่อความรวยกันต่อๆไปว่างั้นเถอะ) แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่าที่นำมาใช้นั้นก็เริ่มเป็นที่จับตามองมากขึ้น

บางงานวิจัยก็บอกว่าความร่ำรวยจากทุนที่เพิ่มขึ้นของอเมริกานั้นมาจากผลตอบแทนด้านที่อยู่อาศัย ไม่ใช่จากหุ้นหรือพันธบัตรที่มีการถืออย่างไม่ได้เป็นสัดเป็นส่วนอะไรกับครอบครัวที่รวยที่สุด 1% นั้น อีกงานวิจัยก็บอกว่ารายได้จากกลุ่มคน 1% นั้นมาจากการส่งต่อธุรกิจมากกว่ามาจากการลงทุน ซึ่งอีกงานวิจัยก็บอกว่ากำไรจากธุรกิจที่ส่งต่อกันไปนั้นตกลงถึงสามในสี่ส่วนด้วยซ้ำหลังจากเจ้าของเดิมนั้นเกษียณอายุหรือตายจากไป

แต่จากงานวิจัยล่าสุดของ กูเตเรส จาก NYU และ พิทอน จากธนาคารอังกฤษก็พบว่าส่วนแบ่งจากรายได้ที่ต้องใช้แรงงานแลกมาด้วยอย่างหมอ หรือนักกฏหมายก็มีสัดส่วนที่ลดลงตามรูป 2 เช่นกัน

ส่วนที่สี่ส่วนสุดท้ายนั้นทีว่าด้วยความเหลื่อมล้ำทางความร่ำรวยซึ่งก็เป็นประเภทของความเหลื่อมล้ำที่ยากที่สุดที่จะตัดสิน การวัดความเหลื่อมล้ำของแต่ละประเภทนั้นก็มักจะพบความลำบากจากข้อเท็จจริงที่ว่าข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ติดตามเป็นรายบุคคุล แต่เกิดจากส่วนนึงของประชากรซึ่งมาจากหลายกลุ่มคนและคนละช่วงเวลา

ตัวอย่างเช่น จากการศึกษาในปี 2018 อูเทน และเพื่อนร่วมงานเขาได้ติดตามรายได้ของกลุ่มคนที่อายุระหว่า 35-40 ปีในปี 1987 เป็นเวลายี่สิบปี ค่ากลางรายได้ที่ต่ำที่สุดในปี 1987 นั้นพบกว่ารายได้ที่แท้จริง (หักเงินเฟ้อ) นั้นเพิ่มขึ้น 100% ในช่วงเวลานั้น แต่ในขณะที่ค่ากลายรายได้สำหรับกลุ่มคนที่รวยที่สุดนั้นพบว่าลดลง 5% ด้วยซ้ำ

สำหรับคนที่รวยที่สุด 1% ในปี 2002 นั้นพบว่าน้อยกว่าครึ่งด้วยซ้ำที่ยังเป็น 1% อยู่เมื่อเวลาผ่านไปห้าปี จากบทวิจัยโดยโทมัส เฮิช จากมหาลัยคอเนลนั้นพบว่า 11% ของคนอเมริกันจะกลายเป็น 1% อย่างน้อยหนึ่งปี ระหว่างอายุ 25 และ 60 ปี

ยิ่งมองไปในระดับนานาชาติแล้วภาพยิ่งดูมืดมัว จากแดเนี่ยล วอลเดนสตรอมในสต็อคโฮล์ม นั้นบอกว่าข้อมูลที่ดีๆเกี่ยวกับการกระจายความร่ำร่วยนั้นมีอยู่แค่สามประเทศนอกจากอเมริกาคือ อังกฤษ เดนมาร์ก และฝรั่งเศส ในที่เปล่านั้นมันเป็นการยากที่จะมองเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในช่วงเวลาสองสามทศวรรษที่ผ่านมา (รูป 3)

จากการวิจัยใหม่ๆที่มาเรื่อยๆนี้จะเปลี่ยนความคิดของคนเกี่ยวกับความเหลื่อล้ำมั้ยนั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าในท้ายที่สุดแล้วนักวิชาการคนไหนจะอยู่รอดด้วยการนำเสนอที่เหนือกว่าจากการที่นักเศรษฐศาสตร์โยนทิ้งข้อถกเถียงหลายๆอย่างไป

ยังไงก็ยังมีช่องว่างให้พัฒนาข้อมูลอีกเยอะ และแม้ความความเหลื่อมล้ำมันไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากเท่ากับที่หลายๆคนคิด ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนก็ยังสูงอย่างน่าหมดกำลังใจอยู่ดี

ในขณะที่นักวิชาการยังคงถกเถียงกันอีกยาวนั้น มันก็น่าจะเป็นการดีที่ผู้กำหนดนโยบายนั้นดำเนินอย่างระมัดระวัง การนำข้อเสนอที่เรียกเก็บภาษีอย่างหนักๆกับผู้ที่มีรายได้สูงๆ หรือการเก็บภาษีจากความร่ำรวยสุทธินั้นก็เป็นผลตอบโต้ต่อปัญหาที่เข้าใจกันแค่บางส่วนเท่านั้น

อืม…อ่านแล้วก็กลายเป็นว่าความเหลื่อมล้ำนั้นก็คงมีจริงและมันก็มีช่องว่างที่ห่างเยอะ แต่มันก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายจากอดีตอย่างที่หลายๆคนพูดถึงหรือเข้าใจ คนธรรมดาอย่างเราก็พยายามหาทางอยู๋รอดให้ได้กันในสังคมแห่งช่องว่างทางรายได้แบบนี้กันต่อไปครับ

ท่านใดสนใจอ่านเต็มๆเชิญได้ที่ลิงก์ด้านล่างเลยครับ

อ้างอิง:

https://en.wikipedia.org/wiki/Occupy_Wall_Street

https://www.economist.com/briefing/2019/11/28/economists-are-rethinking-the-numbers-on-inequality

blenlit

hakwamroo.com

Leave a Reply

%d bloggers like this: