พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Investment

การปราบปรามของจีนทำให้ราคาหุ้นต่ำลง แล้วเราควรซื้อมั้ย?

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ระดับราคาของตลาดหุ้นในจีนได้ลดต่ำลงอันเนื่องมาจากการไล่ปราบปรามของรัฐบาลจีนต่อหุ้นในวงการที่เกี่ยวกับการศึกษาว่าบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับการศึกษานั้นต้องเป็นบริษัทที่ไม่แสวงหากำไร

ก็จะเกิดคำถามแบบที่เราสงสัยกันว่าแล้วแบบนี้เราควรจะเข้าไปซื้อหุ้นในตลาดจีนมั้ยในเมื่อราคามันลงมาพอสมควรในตอนนี้? Bloomberg ก็มีบทวิเคราะห์มาให้เราได้อ่านกันตามด้านล่าง

การประเมินมูลค่าหุ้นก็ต่ำลง ดาราด้าน ETF (exchange traded fund) อย่าง Cathie Wood ก็ทิ้งหุ้นเช่นกันอันเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับความเข้มข้นที่จีนควบคุมกฏที่มากขึ้น

จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ผู้บริโภคหลายล้านคนนั้นมีความอยากจะใช้เงินเกี่ยวกับแฟชั่น อุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์และสินทรัพย์ต่างๆ และรวมไปถึงหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะมีราคาถูกหลังจากการปราบปรามที่ว่านี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าทุกๆคนกำลังวิ่งหนีจากตลาดการเงินของจีน

นั่นแสดงให้เห็นถึงความกังวลที่มากพอสมควรว่าการปราบปรามของจีนในธุรกิจภาคเอกชนนั้นแปลว่าอะไรสำหรับนักลงทุนจากทั่วโลก ลองดูซุปเปอร์สตาร์ผู้จัดการกองทุนอย่าง Cathie Wood เป็นตัวอย่าง เพียงสองสัปดาห์ที่แล้ว นางพูดว่าการประเมินมูลค่าหุ้นของจีนยังถือว่าต่ำไปและยังมีแนวโน้มที่จะต่ำอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงกระนั้น นางก็ขายหุ้นต่างๆของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีอย่าง Tencent Holdings Ltd, บริษัทเกี่ยวกับทรัพย์สินอย่าง KE Holdings Inc และ Alibaba Group Holdting Ltd. ที่เรารู้จักกันดี

ในหลายๆปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยก็ได้ยินเรื่องราวที่คล้ายคลึงกันนี้ก็คือ การให้ความสนใจของจีนในกองทุน ETF และการเร่งรีบของเหล่าบริษัททางด้านเทคโนโลยีเพื่อจะจดทะเบียนในตลาดหุ้นของอเมริกานั้นเป็นโอกาสที่จะเข้าถึงโอกาสต่างๆที่สร้างขึ้นโดยประเทศเอเชียที่มีการเจริญเติบโตของคนชั้นกลางมากขึ้น

แต่ตอนนี้อย่างที่พรรคคอมมิวนิสต์ของประธานนาธิบดี Xi Jinping ต้องการแสดงอำนาจมากขึ้นในกฏเกณฑ์ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ทำให้มีการประเมินความเสี่ยงใหม่ในวงกว้าง

“ผมไม่คิดว่าเราแต่ละคนจะมีไอเดียเกี่ยวกับแผนทางการเมืองว่ามันคืออะไร” กล่าวโดย Dave Ellison ผู้จัดการพอร์ทลงทุนของ Hennessy Large Cap Financial Fund “ผมไม่มีความสนใจที่จะเล่นในเกมส์นั้น ผมไม่มีมุมมองที่เกี่ยวข้อง ไม่งั้นผมก็จะเหมือนว่ากำลังเล่นการพนันอยู่”

เมื่อช่วงต้นของเดือนกรกฏาคม ดัชนี Nasdaq Golden Dragon China ที่ติดตามบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของจีน 98 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นอเมริกานั้นก็มีการซื้อขายในระดับเดียวกับ ดัชนี Dow Jones Internet บนพื้นฐานของประมาณการณ์กำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ช่องว่างตอนนี้มันได้เพิ่มมากขึ้นอย่างมาก ซึ่งดัชนีของจีนตอนนี้มีการซื้อขายกันที่ 33 เท่าของกำไร เมื่อเทียบกับ 40 เท่าของอเมริกา

หมายความว่า ในการประเมินมูลค่าหุ้นแบบดั้งเดิมนั้น หุ้นของบริษัทจีนดูเหมือนว่าจะมีราคาที่น่าสนใจกว่า (ถูกกว่า)

ด้วยส่วนลดที่ดูเหมือนว่าจะต่ำกว่าทางเพื่อนอเมริกานั้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากทิศทางทางการเมืองในขณะนี้ เหล่านักวิเคราะห์ก็บอกว่านักลงทุนรายย่อยนั้นควรพิจารณาอีกครั้งก่อนที่จะกระโดดเข้าร่วม

ตัวจุดประเด็นสำหรับการแห่ขายหุ้นครั้งล่าสุดนี้เกิดมาจากการตัดสินใจของจีนที่จะแบนอุตสาหกรรมการศึกษาจากการทำกำไรหรือการแปลงสภาพเป็นบริษัทสาธารณะชน อุตสาหกรรมดังกล่าวมีมูลค่ารวมถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งก็ค่อนข้างจะดึงดูดนักลงทุนในจีนเองและนักลงทุนจากต่างชาติมากพอสมควร แต่อุตสาหกรรมนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวก่อนให้เกิดการแข่งขันทางการศึกษากันอย่างฉกาจฉกรรจ์ที่ทำให้เหล่าพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กจีนนั้นเกิดความรู้สึกและภาระที่จะต้องโยนเงินเก็บที่เก็บมาทั้งชีวิตเข้าไป

หุ้นที่ใหญ่ที่สุดทางการศึกษาของจีนบางตัวอย่างเช่น TAL Education Group, New Oriental Education & Technology Group Inc. และ Gaotu Techedu Inc. เหล่านี้ทั้งหมดราคาร่วงอย่างน้อย 26% เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการสินทรัพย์ก็ร่วงลงเช่นกัน เนื่องมาจากว่าเหล่าผู้คุ้มกฏของจีนนั้นบอกว่าพวกเขาต้องการ “จัดระเบียบให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” ในตลาด บริษัทที่บริการจัดส่งอาหารอย่างเช่น Meituan ก็ร่วงลงเช่นกันหลังจากผู้มีอำนาจนั้นบอกว่า แพลตฟอร์มอาหารออนไลน์ทั้งหลายต้องทำให้แน่ใจว่าเหล่าคนงานต้องได้รายได้ไม่ต่ำกว่ารายได้ขั้นต่ำในประเทศ รวมๆทั้งหมดแล้ว มูลค่าของหุ้นที่หายไปจากตลาดหุ้นอเมริกาจากหุ้นจีนเหล่านี้ก็ประมาณ 769,000 ล้านเหรียญ ในช่วงเวลาเพียง 5 เดือนที่ผ่านมาเท่านั้น

และนี่ก็เป็นเพียงการระดมยิงชุดล่าสุดในการปราบปรามของจีนที่มีต่อบริษัทเอกชนต่างๆเท่านั้น ตั้งแต่การตบแผนการเข้าสู่ตลาดหุ้นของ Ant Group ของ Jack Ma ในเดือนพฤษจิกายนปีที่แล้ว ไปจนถึงการสั่งให้ Didi Global Inc. (อารมณ์ Uber ของจีน) ให้ออกจาก app store ของจีน

ข่าวที่ออกไม่นานมานี้ก็เป็น “เครื่องเตือนใจของความเสี่ยงทางการเมืองในการลงทุนในประเทศที่ไม่มีการปกป้องทางประชาธิปไตย” กล่าวโดย Chris Zaccarelli ผู้ที่เป็นหัวหน้าการลงทุนที่ Independent Advisor Alliance “มันก็มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ชดเชยกันที่นักลงทุนทุกคนต้องรับให้ได้”

ความช้าลงของเศรษฐกิจ

มากไปกว่านี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนในรูปแบบตัว V จากจุดต่ำของโรคระบาดก็เริ่มแสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่มีการสะดุดตัว การเจริญเติบโตในไตรมาสที่สองนั้นหดตัวเหลือ 7.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งตกลงมาจาก 18.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา

ธนาคารกลางของจีนนั้นหั่นจำนวนเงินสดที่ธนาคารส่วนใหญ่ต้องครอบครองไว้เป็นเงินทุนสำรอง เพื่อที่ว่าจะกระตุ้นการกู้ยืม ซึ่งบางคนก็มองว่านี่เป็นการผลักดันในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง

“พวกเขาเป็นประเทศแรกที่พาเราออกจากโรคระบาดและการตกต่ำของเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ตอนนี้ข้อมูลของพวกเขาบอกว่าพวกเขาเริ่มช้าลงอย่างรวดเร็ว” กล่าวโดย Gene Goldman หัวหน้าการลงทุนที่ Cetera Financial Group “พวกเขาไม่สามารถรักษาแนวโน้มที่พวกเขาได้ทำมาตลอดอย่างยาวนานได้”

ความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับจีนก็เป็นเงาปัญหาติดตามมาเช่นกัน สองประเทศนี้ก็ยังคงเอาหัวกระแทกกันอยู่นั่นแหละจากหลายๆประเด็น รวมไปถึงสงครามทางการค้าที่ประทุขึ้นภายใต้ประธานาธิบดีคนก่อนอย่าง Donal Trump รวมไปถึงเรื่องจุดกำเนิดของโรคระบาดไวรัสโคโรน่านี้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทาง White House บอกว่าจีนกำลัง “ลีลาสร้างกำแพงอยู่” จากการสืบสวนขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับต้นกำเนิดของไวรัสโคโรน่า

หลังจากนั้นก็มีการแฮคข้อมูลของอีเมล์เซิฟเวอร์ของ Microsoft ด้วย ซึ่งอเมริกาและเหล่าพันธมิตรก็ได้มองว่าเป็นการกระทำมาจากรัฐบาลของจีน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็สามารถนำไปสู่จุดต่ำอีกจุดหนึ่งสำหรับการลงทุนในจีนหากทางผู้คุ้มกฏของอเมริกานั้นเพิ่มการคว่ำบาตรต่อจีนอีก

อยากจะลองมั้ยหละ?

ดังที่กล่าวไปทั้งหมด ถ้าคุณคิดว่าทนได้ เหล่าคนที่เข้าซื้อตอนนี้ในขณะที่นักลงทุนหลายๆคนกำลังออกมา อาจจะมีด้านบวกได้ในกรณีที่เหตุการณ์มันพลิกผันไป เซคเตอร์อย่างผู้ผลิตรถไฟฟ้าและพลังงานสะอาดอาจจะได้รับประโยชน์จากนโยบายท่าน Xi ก็ได้

กองทุน ETF ต่างๆที่ติดตามอุตสาหกรรมจีนนั้นอาจจะเป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าการที่จะพนันบริษัทเดียว จริงๆแล้วทั้งๆที่มีความโกลาหลเหล่านี้ กองทุน Internet ETF (KWEB) Krane Shares CSI China ก็กำลังวิ่งไปสู่เดือนที่ดีที่สุดของเงินที่ไหลเข้าในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ซึ่งมีเงินไหลเข้ามากกว่า 1,100 ล้านเหรียญในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดสองรายของกองทุนนี้ก็คือ Tencent และ Alibaba นั่นแหละ

“คนกำลังยอมเสี่ยงโดนเหยียบกับกองทุนตอนนี้ก็เพราะว่ามันร่วงลงมาพอสมควรจากจุดสูงๆ” กล่าวโดย Mohit Bajai ผู้อำนวยการของกองทุน ETF ที่ WallachBeth Captial “ช่วงสองวัน (25-26 กรกฏาคม) ที่ผ่านมา มันไม่ใช่วันที่ดีนัก แต่ในระยะาวแล้วผมคิดว่านักลงทุนคิดว่ามันจะเด้งกลับมา”

ก็ลองเดิมพันดู

ทั้งๆที่มีความสับสนอลหม่านขนาดนี้ นักลงทุนรายย่อยก็ยังคงเอาเงินไปลงทุนในจีนอยู่ดี

แล้วเราหละ?

อ้างอิง:

China Stock Crash: Why Investing Is Risky Even Though Shares Are Cheap – Bloomberg

Leave a Reply

%d bloggers like this: