พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Economics

เป็นนักเรียนที่จนแต่อยู่ในประเทศที่ร่ำรวยดีกว่าเป็นนักเรียนที่รวยแต่อยู่ในประเทศที่จน

ประเทศที่อยู่อาศัยและรายได้ครัวเรือนมีความสำคัญไม่แพ้กันในการพยากรณ์คะแนนของนักเรียน

จากบทความ The Economist 3rd October 2020 เห็นหัวข้อบทความนี้แล้วก็อยากเข้าไปอ่านและมาสรุปให้กันฟัง ยิ่งช่วงนี้มีวัยรุ่นออกมาประท้วงมากมายอยากให้ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอ่ะเนาะ (ไม่รู้เกี่ยวกันมั้ย)

The Economist 3rd October 2020

จากกราฟด้านบน (ดีจังรอบนี้มีประเทศไทยรวมเข้าไปด้วย) จากผลคะแนนเลข จะเห็นว่าสูงสุดที่ 650 คะแนน (ด้านขวา) และสีของเส้นจะแบ่งเป็นระดับกลุ่มรายได้ (income group) สีน้ำเงินเข้มๆที่สุดก็คือกลุ่มรายได้สูง อย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เยอรมัน และสหรัฐอเมริกา จะมีผลคะแนนที่อยู่กลุ่มขอบบนสุดของคะแนนอยู่ในช่วง 500 – 625

กลุ่มรายได้รองลงมาแต่ยังอยู่ขอบบนของกลุ่มรายได้ระดับกลาง (upper middle) ก็มีรัสเซีย บราซิล อาเมเนีย และก็มีไทยเราด้วย (แปลกใจเหมือนกันนะเนี่ยว่าไทยเราอยู่ในกลุ่มรายได้ระดับกลางค่อนข้างสูง ก็รวยเหมือนกันเนาะ) กลุ่มนี้ก็จะมีผลคะแนนที่รองลงมาในช่วง 450 – 500 นิดๆ

จากบทความบอกว่าผลทดสอบนี้วัดมาจากการทดสอบระหว่างประเทศต่างๆ โดยค่าเฉลี่ยแล้ว นักเรียนในประเทศที่ร่ำรวยจะได้คะแนนที่สูงกว่าประเทศที่กำลังพัฒนามาก และนักเรียนที่มีผลคะแนนดีมักมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพในอนาคตยิ่งส่งเสริมให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจร่ำรวยอยู่แล้วจะรวยขึ้นไปอีกเมื่อมีแรงงานเหล่านี้เข้าไปร่วม

แม้ว่ากลไลที่ชัดเจนและแน่นอนว่าความรู้ว่าหาซื้อได้จากอะไรนั้นยังไม่มีความชัดเจน นักเรียนในประเทศที่ร่ำรวยนั้นทำคะแนนได้ดีกว่าเพราะรัฐบาลของประเทศของพวกเขานั้นมีโรงเรียนที่ดีกว่างั้นหรือ? หรือว่าเหตุผลคือเพราะนักเรียนเหล่านั้นมักจะมีผู้ปกครองหรือพ่อแม่ที่ร่ำรวยกว่าทำให้สามารถมีโอกาสและทรัพยากรสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาที่บ้าน (นอกโรงเรียน) ที่ดีกว่า?

มีวิจัยที่กำลังดำเนินไปของ เดฟ พาเทล แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด (Harvard University) และ จัสติน ซานเดอเฟอ แห่งศูนย์กลางเพื่อการพัฒนาทั่วโลก (Centre for Global Development) ได้นำเสนอหลักฐานที่ชัดเจนว่าความร่ำรวยของประเทศนั้นมีผลกระทบต่อผลคะแนนมากพอๆกับความร่ำรวยของครอบครัวหรือครัวเรียนของนักเรียนนั้นๆ

การประเมินผลคะแนนทั่วโลกนั้นมันยากกว่าที่คิด แม้ว่านักเรียนในประเทศที่ร่ำรวยนั้นส่วนใหญ่จะมีการทดสอบระหว่างประเทศที่ใหญ่ๆบ้าง และประเทศกำลังพัฒนาหลายๆประเทศจะพึ่งพาการทดสอบระหว่างภูมิภาคมากกว่า ซึ่งก็ทำให้ไม่สามารถนำคะแนนมาเปรียบเทียบกับแบบตรงๆได้

แต่ว่าผู้ทำวิจัยก็ฟันฝ่าอุปสรรคนี้โดยทำการทดสอบเด็กในปี 2016 เป็นจำนวน 2,314 คนใน เขตไบฮาร์ ที่อยู่ในตอนเหนือของประเทศอินเดีย โดยการทดสอบนี้รวบรวมเอาคำถามทั้งจากการทดสอบชั้นนำระดับโลกและก็คำถามจากการทดสอบที่เล็กๆรองลงมา

การนำเอาคำตอบจากเด็กนักเรียนกลุ่มเดียวกันในวันเดียวกันสำหรับคำถามที่รวมมาจากหลายๆการทดสอบนั้น พวกเขาก็สร้างโมเดลทางสถิติได้โดยเรียกว่า “Rosetta Stone” ซึ่งสามารถแปลงคะแนนจากหลายๆการทดสอบ อย่างเช่นที่ใช้เฉพาะในอาฟริกาตะวันตก มาเป็นคะแนนเทียบเท่ากับการทดสอบระหว่างประเทศต่างๆได้

ทั้งพาเทลและซานเดอเฟอก็ใช้คำถามเหล่านี้เพื่อประมาณการณ์ว่านักเรียนในอีก 80 ประเทศนั้นจะทำคะแนนเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับค่ามาตราฐานนี้ หรือที่เรียกว่า Trends in International Mathematics and Science Study (TIMSS) ข้อมูลของพวกเขาก็แสดงให้เห็นว่าความร่ำรวยของประเทศที่อยู่อาศัยและครอบครัวของนักเรียนนั้นมีผลกระทบต่อคะแนนที่คล้ายคลึงกัน แปลว่าช่องว่างของ gdp หรือรายได้ต่อคนนั้นมีประเด็นมากกว่าช่องว่างเล็กๆที่รายได้ของครอบครัวมี

ตัวอย่างเช่น นักเรียนที่มาจากครอบครัวที่ยากจนเมื่อเทียบกับมาตราฐานของประเทศที่ร่ำรวย พวกที่มีรายได้ 5,000 เหรียญต่อปี (วัดจากมูลค่าเงินเหรียญในปี 2005) นั้นคาดหวังว่าจะทำคะแนนได้ประมาณ 500 จาก 1,000 ของ TIMSS ในอเมริกา และ 560 คะแนนในญี่ปุ่น

ในทางกลับกัน สำหรับกลุ่มพ่อแม่ที่สามารถทำเงินได้ปีละ 10,000 เหรียญในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยรองลงมา (กลุ่มรายได้ระดับกลางค่อนข้างบน) อย่างเช่น คอสตาริก้านั้น ก็ยังสามารถทำคะแนนได้แค่ 475 เอง

The Economist 3rd October 2020

จากผลการศึกษานี้ยังค้นพบอีกว่าอิทธิพลจากรายได้ของผู้ปกครองของเด็กนักเรียนนั้นก็ยังไม่คงที่ หากครอบครัวมีรายได้พิเศษเพิ่มขึ้นมาอีก 1,000 เหรียญ (ต่อปี) ก็จะสามารถนำเงินนั้นไป “ซื้อ” (โอกาสและทรัพยากร) คะแนนได้เพิ่มขึ้นในประเทศที่ไม่เท่าเทียมกันทางด้านรายได้มากกว่าในประเทศที่มีรายได้ครัวเรือนที่มีความเท่าเทียมกันมากกว่า (กราฟขวาด้านบน) ส่วนไทยเรา หากดูจากกราฟด้านบนขวาแล้วจะเห็ฯนว่า เราจะค่อนไปทางด้านที่มีความเท่าเทียมกันของรายได้เยื้องไปทางซ้าย (เท่าเทียม) นิดหน่อยจากตรงกลาง

ความหมายบ้านๆก็คือ หากนักเรียนมีพ่อแม่ที่มีรายได้ในครัวเรือนเพิ่มอีกเพียง 1,000 เหรียญต่อปี (33,000 บาท) และอยู่ในประเทศที่มีความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้มากกว่าก็จะส่งผลให้สามารถมีโอกาสและหาทรัพยากรในการทำให้ตัวเองมีผลคะแนนที่สูงขึ้นได้มากกว่าเงินจำนวนเดียวกันแต่ไปอยู่ในประเทศที่มีความเท่าเทียมกันมากกว่านั่นเอง

จากการศึกษาเขาก็บอกว่าเหตุผลที่เป็นไปได้ในกรณีนี้ก็คือพวกชนชั้นสูงในสังคมมักจะให้การศึกษาลูกของตัวเองเพิ่มขึ้นด้วยตัวเองในที่ซึ่งความร่ำรวยนั้นกระจุกอยู่เป็นจุดๆ อย่างเช่นบราซิล (เช่นไปตามที่ติวต่างๆ หรือสถาบันการศึกษาพิเศษต่างๆในบ้านเราก็มักจะอยู่ตามเมืองใหญ่เมืองหลักๆทั่วประเทศ)

ในทางตรงกันข้าม ในประเทศที่โดยเปรียบเทียบแล้วมีรายได้ครัวเรือนกระจายตัวที่เท่าเทียมกันมากกว่าเช่น โครเอเชีย หรือ อาเมเนีย นักเรียนที่มาจากชนชั้นทางสังคมที่แตกต่างกันก็มักจะเรียนโรงเรียนเดียวกันนั่นแหละ ซึ่งสิ่งนี้ก็ลดผลกระทบจากความร่ำรวยของครอบครัวที่มีผลต่อคะแนน

ว่าง่ายๆ หากประเทศไหนมีความแตกต่างกันเยอะๆทางด้านการกระจายตัวของรายได้ มีทางเลือกเยอะๆ เช่น มีโรงเรียนหลายระดับ มีสถาบันสอนพิเศษเยอะๆ บ้านคนที่มีตังก็ไปหาซื้อหาให้ลูกตัวเองเข้าไปเรียนพิเศษเพิ่มได้ แต่หากประเทศที่มีทางเลือกน้อยๆ มีโรงเรียนไม่กี่โรงเรียน ไม่ว่าที่บ้านจะมีฐานะดีแค่ไหน ก็ต้องเรียนโรงเรียนปกติเดียวกันทั่วๆไปกับนักเรียนที่มีพ่อแม่ฐานะทั่วๆไปอยู่ดี ดังนั้นฐานะทางบ้านก็เลยอาจจะไม่มีผลกระทบต่อคะแนนที่ทำการทดสอบนี้เท่าไหร่

อ้างอิง:

https://www.economist.com/graphic-detail/2020/10/03/its-better-to-be-a-poor-pupil-in-a-rich-country-than-the-reverse

“A Rosetta Stone for Human Capital”, by D. Patel and J. Sandefur; World Bank; The Economist

Leave a Reply

%d bloggers like this: