พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Economics

เศรษฐกิจโลกตอนนี้เป็นอย่างไร? (The World Economy)

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี้ S&P 500 ของตลาดหุ้นอเมริกา (บริษัทที่มีมูลค่าตลาดหรือ market capitalization ใหญ่สูงสุด 500 อันดับแรก) ได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 3,000 ไปแล้ว ในภาวะที่มีสงครามทางการค้าระหว่างจีนและอเมริกากำลังดำเนินไปแบบนี้ก็ไม่น่าเชื่อว่าดัชนี้นั้นขึ้นไปทำสถิติใหม่ได้

แล้วทำไมเราต้องคอยให้ความสนใจเศรษฐกิจของอเมริกาหรือตลาดหุ้นอเมริกากันด้วย?

ประเทศอเมริกามีมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยประมาณที่ 21 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (21,000,000,000,000) หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจโลกเราทั้งใบใบนี้

เพื่อให้เห็นภาพ เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยเราอยู่ที่ประมาณ 0.48 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (487,000,000,000) หรือแถวๆ 43 เท่า(เอง) ในขณะที่จีนอยู่ในอันดับสองของโลกตามหลังอเมริกา

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าปกติแล้วเวลาตลาดหุ้นอเมริกาขึ้นหรือลง จึงมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นในประเทศอื่นๆ รวมไปถึงประเทศเล็กๆอย่างไทยเราด้วย

นั่นเป็นเหตุผลว่าในฐานะนักลงทุน เราจึงควรให้ความสนใจกับตลาดหุ้นใหญ่ๆระดับโลก รวมไปถึงนโยบายการเงินต่างๆด้วย เพราะถ้าเศรษฐกิจอเมริกาดี เศรษฐกิจโลกก็น่าจะดีตามไปด้วย หรือในทางตรงกันข้าม ถ้าเศรษฐกิจอเมริกาแย่ เราก็อาจจะหม่นหมองตามไปด้วยเช่นกัน และยิ่งเบอร์หนึ่งอย่างอเมริกาและเบอร์สองอย่างจีนยังก่อสงครามการค้าไม่เลิกกันง่ายๆนี่เรายิ่งต้องระมัดระวังในการลงทุนให้มากขึ้นไปอีก

จากนิตยสาร The Economist ฉบับ 13 กรกฏาคม 2019 ก็มีบทความที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกเรานี้จะไปได้ถึงเมื่อไหร่ จากกราฟด้านล่างจะเห็นว่าดัชนีที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นทางธุรกิจได้ลดลงเข้าสู่ดินแดนการหดตัวของการผลิต (Manufacturing) และบริการ (Services)

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลแบบ 10 ปี รวมไปถึงเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ก็กำลังไหลไปในทางที่ลดลงโดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ดูเหมือนว่าจะยากไปด้วยเช่นกันที่จะไปถึงเป้าหมายได้

เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ (Modern Economics) บอกว่าวงจรธุรกิจนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในการใช้จ่ายทั้งหมดซึ่งนำหน้าความสามารถของราคาและค่าจ้างที่จะตอบโต้ได้ทัน

ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) จะเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้จ่ายที่ค่อนข้างน้อยลง บริษัทต่างๆจะขายสินค้าได้น้อยและลดจำนวนคนงานลง ซึ่งทำให้การใช้จ่ายลดลงมากไปกว่าเดิมอีก (ขายสินค้าได้น้อยลง > ลดการผลิต > ลดคนงาน > คนงานตกงาน > คนงานมีรายได้น้อยลง > คนงานใช้จ่ายน้อยลง) แทนที่จะปรับราคาสินค้าและค่าจ้างเพื่อให้สมดุลกับ อุปทาน (supply) และอุปสงค์ (demand) ที่มีอยู่ในขณะนั้น

การปรับเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่ยิ่งยวดและรวดเร็วจะทำให้การใช้จ่ายมีความผันผวนน้อยลง รวมไปถึงธนาคารกลางที่ต้องพร้อมสร้างอุปสงค์เข้ามาในตลาดที่มากขึ้นด้วยเช่นกันหากเห็นแล้วว่าเศรษฐกิจในขณะนั้นกำลังโซเซ

การเกิดวิกฤติทางการเงินก็สามารถทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นหยุดชะงักด้วยเช่นกันอย่างที่เราเห็นมันเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2000

แต่ในระยะยาวแล้ว การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอเมริกานั้นก็ดูเหมือนว่าจะยาวขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดี การที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกานั้นมีช่วงที่ยาวขึ้นเรื่อยๆก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีวันจบสิ้น เพียงแต่ว่าสิ่งที่เคยทำให้เศรษฐกิจสะดุดนั้นยังไม่เกิดขึ้นตะหาก

เช่น การหดตัวอย่างรุนแรงของอุตสาหกรรมและการลงทุน ความผิดพลาดของธนาคารกลางในการดำเนินนโยบายทางการเงินหรือวิกฤตเศรษฐกิจการเงินต่างๆ

สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น หรือเพียงแค่ถูกเลื่อนออกไป หรือแม้แต่ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกก็ยังไม่สามารถคาดเดาได้

แต่สาเหตุอาจมาได้จากสิ่งต่างๆดังนี้ อย่างแรก ในอดีตนั้นหากการผลิตมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่รุนแรงได้เพราะหากอนาคตดูไม่ดี ก็จะมีการลดกำลังการผลิตลง แต่ในปัจจุบันนี้มีการบริหารสินค้าคงคลังหรือห่วงโซ่อุปทานที่ดีขึ้น ทำให้มีปัจจัยที่จะมากระทบนั้นมีความสำคัญและความรุนแรงน้อยลง

การเพิ่มขึ้นของการบริการทำให้มีเศรษฐกิจที่พึ่งพาการผลิตที่น้อยลง อเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรป (EU) นั้นก็มีการลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญาที่มากขึ้น (Intellectual property)

นโยบายทางการเงินของอเมริกาที่หลวมมากขึ้นก็ช่วยให้ธนาคารกลางในฝั่งตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) นั้นดำเนินตาม เพราะเมื่ออเมริกาลดอัตราดอกเบี้ยลง พวกประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ไม่ต้องกังวลกับมูลค่าของสกุลเงินของตัวเองที่จะลดลงและส่งผลกระทบต่อหนี้ที่ประเทศเหล่านั้นมีอยู่และต้องชดใช้ในรูปของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างยาวนานนี้ก็ไม่ได้ดูแข็งแรงสมบูรณ์นัก สงครามการค้าอาจจะบั่นทอนและถูกจำกัดด้วยนโยบายที่จะมากระตุ้นที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ก็เป็นไปได้ที่ว่าการขยายตัวที่ว่านี้อาจจะไปได้อีกสักระยะหนึ่ง ยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ยิ่งดูเหมือนว่าโลกเรานี้ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เหมาะสมมากขึ้น

อ้างอิง:

https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_GDP_(nominal)

https://www.economist.com/briefing/2019/07/13/for-how-long-can-todays-global-economic-expansion-last

blenlit

hakwamroo.com

Leave a Reply

%d bloggers like this: