https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js

พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Finance

ห้าแนวโน้มทางการเงินที่ 2022 ฆ่าเดี้ยงไป

ปีแห่งอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นทําให้ตลาดสับสนอลหม่าน

ความประหลาดใจที่น่าขมขื่นที่สุดของตลาดการเงินนั้นมักเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ถูกมองข้ามไปแล้วถูกตั้งคําถามอย่างกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นราคาดอกทิวลิปที่เพิ่มขึ้น ธนาคารที่ยังทำงานได้อยู่หรือการใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีการล็อกดาวน์ นักลงทุนนั้นมีช่วงเวลาที่ยากลําบากในปี 2022 แต่เมื่อพิจารณาจากจํานวนแนวโน้มที่เปลี่ยนทิศทางตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ความประหลาดใจที่แท้จริงคือมันไม่ได้น่าขมขื่นกว่าเดิม และนี่คือการกลับเปลี่ยนแปลงย้อนกลับที่สําคัญที่สุด

การสิ้นสุดของเงินราคาถูก

นักประวัติศาสตร์การเงินแห่งอนาคต เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงปี 2010 จะประหลาดใจที่พบว่าผู้คนจะคิดว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ใกล้ศูนย์ตลอดไป แม้แต่ในปี 2021 สำนักการลงทุนที่น่านับถือทั้งหลายก็เผยแพร่บทความที่มีชื่อเช่น: “The Zero: ทําไมอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ํา” ต้นทุนการกู้ยืมลดลงมานานหลายทศวรรษแล้ว การรวมกันของวิกฤตการเงินโลกในปี 2007-09 และการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ดูเหมือนจะติดกาวยึดดอกเบี้ยไว้กับพื้นอย่างถาวร

อย่างไรก็ดีในปี 2022 อัตราเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่องค่อยๆละลายกาวดังกล่าว ธนาคารเฟดของอเมริกาเริ่มเข้าสู่วงจรการคุมเข้มที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 โดยได้ขึ้นช่วงเป้าหมายสําหรับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานมากกว่าสี่เปอร์เซ็นต์เป็น 4.25-4.5% ธนาคารกลางอื่น ๆ ก็ค่อยๆตามกันมา ตลาดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะหยุดไต่ขึ้นในปี 2023 โดยมีจุดสูงสุดระหว่าง 4.5% ถึง 5% ในสหราชอาณาจักรและอเมริกา และ 3% และ 3.5% ในพื้นที่ประเทศยูโร แต่โอกาสที่มันจะกลับไปใกล้เคียงกับศูนย์แบบเดิมน้อยน้อยมาก ตัวอย่างเช่น ผู้ว่าการเฟดคิดว่าอัตราดอกเบี้ยจะสิ้นสุดปี 2023 โดยืนเหนือที่ 5% ก่อนที่จะลดลงเหลือประมาณ 2.5% ในระยะยาว ยุคของเงินฟรีๆนั้นสิ้นสุดลงแล้ว

ความตายของตลาดขาขึ้นกระทิง

ตลาดกระทิงไม่ตายด้วยวัยชราดั่งที่สุภาษิตเขาว่าไว้ พวกมันถูกสังหารโดยธนาคารกลางทั้งหลายนี่แหล๊ะ และมันก็เป็นเยี่ยงนั้นในปี 2022 แม้ว่าตลาดกระทิงขาขึ้นที่สิ้นสุดไปนั้นจะยืนยาวกว่าส่วนใหญ่ที่ผ่านมา จากจุดต่ำสุดหลังช่วงวิกฤตการเงินของปี 2009 ถึงจุดสูงสุด ณ สิ้นปี 2021 ดัชนี S&P500 ของหุ้นอเมริกันชั้นนําเพิ่มขึ้น 600% การถูกหยุดยับยั้งการเดินขบวนขาขึ้นของตลาดกระทิง เช่น การลดลงอย่างกะทันหันในช่วงเริ่มต้นของการระบาดใหญ่นั้นดูน่าทึ่งแต่ก็มีอายุสั้น

การดิ่งลงของตลาดในปี 2022 นั้นได้พิสูจน์ให้เห็นว่าน่าจะยังคงติดตรึงอยู่ ดัชนี S&P500 ร่วงลง 1 ใน 4 สู่จุดต่ําสุดในปีนี้ในช่วงกลางเดือนตุลาคม และยังคงลดลง 20% ดัชนีหุ้นทั่วโลกของ MSCI ลดลง 20% แต่หุ้นก็ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ประเภทเดียวที่ได้รับการตีทุบแบบนี้ ราคาหุ้นลดลงส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนจากพันธบัตร ทําให้สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงกว่าดูน่าสนใจน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกัน

กลไกเดียวกันนี้ผลักดันให้ราคาพันธบัตรลดลงเช่นกัน เพื่อให้อัตราผลตอบแทนสอดคล้องกับอัตราทั่วไปที่เป็นอยู่ ดัชนีที่รวบรวมโดย Bloomberg ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูล นั้นรวบรวมมาบอกว่าพันธบัตร ทั่วโลก อเมริกา ยุโรป และตลาดเกิดใหม่ลดลง 16%, 12%, 18% และ 15% ตามลําดับ ส่วนไม่ว่าราคาจะลดลงอีกหรือไม่ก็ตาม “ตลาดกระทิงในทุกที่” ได้สิ้นสุดลงแล้ว

ทุนระเหยเหือดแห้งไป

ทุนไม่ใช่แค่ราคาถูกในช่วงปีท้ายๆของตลาดกระทิง แต่ดูเหมือนว่ามันจะเกิดขึ้นทุกที่ไป การผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางซึ่งคิดค้นขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด ก็ได้เข้าสู่ภาวะโอเวอร์ไดรฟ์ในช่วงการระบาดใหญ่ ธนาคารกลางของอเมริกา อังกฤษ เขตยูโร และญี่ปุ่นได้สูบฉีดเงินที่พิมพ์ขึ้นมาใหม่มากกว่า 11 ล้านดอลลาร์เพื่อใช้เพื่อสะสมสินทรัพย์ที่ “ปลอดภัย” เช่น พันธบัตรรัฐบาลเพื่อกดดันผลตอบแทนของมัน

สิ่งนี้ผลักดันให้นักลงทุนค้นหาผลตอบแทนในตลาดในแง่มุมของการเก็งกําไรของตลาดมากขึ้น ในทางกลับกันสินทรัพย์เหล่านี้ก็เฟื่องฟู ในทศวรรษถึงปี 2007 บริษัท อเมริกันออกสินทรัพย์หนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่มีความเสี่ยงมากที่สุด (หรือ “ขยะ”) ถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในช่วงทศวรรษที่ 2010 มูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 270,000 ล้านดอลลาร์ แต่ในปี 2021 มันไปแตะที่ 486,000 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ปีที่แล้ว (2022) มันได้ลดลงไปสามในสี่ เฟดและธนาคารแห่งชาติอังกฤษได้นําโครงการซื้อพันธบัตรของพวกเขากลับด้านกัน ธนาคารกลางยุโรปก็กําลังเตรียมที่จะทำเช่นเดียวกัน สภาพคล่องกําลังหมดไป ไม่ใช่แค่จากจุดสิ้นสุดที่มีความเสี่ยงของตลาดตราสารหนี้เท่านั้น แต่การเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPOs) ทุบสถิติทั้งหมดในปี 2021 โดยระดมทุนได้ถึง 655,000 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก ตอนนี้ IPO ของอเมริกาถูกคาดการ์ไว้ว่าจะเป็นปีที่ผอมแห้งที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990 เลยทีเดียว มูลค่าของการควบรวมและซื้อกิจการก็ลดลงเช่นเดียวกันแม้ว่าจะน้อยกว่าก็ตาม ความอุดมสมบูรณ์ของทุนได้เปลี่ยนเป็นความขาดแคลนทุนแทนซะแล้ว

หุ้นเน้นคุณค่าเอาชนะหุ้นที่เน้นการเติบโต

การวิ่งขึ้นของตลาดกระทิงนั้นเป็นช่วงเวลาที่น่าวิตกสําหรับนักลงทุนที่ “เน้นคุณค่า” ซึ่งตามล่าหาหุ้นที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับรายได้หรือสินทรัพย์อ้างอิงของพวกเขา อัตราดอกเบี้ยที่ต่ําและการรับความเสี่ยงจาก QE ทําให้แนวทางที่ระมัดระวังนี้ล้าสมัย แต่หุ้น “เน้นเติบโต” ดูมีโอกาสว่าจะทํากําไรในอนาคตในราคาที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ปัจจุบัน (ปกติมักจะไม่มีอยู่จริง) ของพวกเขาบุกไปข้างหน้า ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 ถึงสิ้นปี 2021 ดัชนีหุ้นเติบโตทั่วโลกของ MSCI พุ่งขึ้นด้วยปัจจัยที่ 6.4 ซึ่งมากกว่าสองเท่าของการเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นที่เน้นคุณค่าเมื่อเทียบเคียงกัน

ปีนี้อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นทําให้เกิดการเปลี่ยนแนว ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ 1% เพื่อให้มี $100 ในเวลาสิบปีคุณต้องฝากเงิน $91 ในบัญชีธนาคารวันนี้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ 5% คุณต้องเก็บเงินเพียง $61 เท่านั้น การสิ้นสุดของเงินราคาถูกนี้ทําให้มุมมองระยะยาวของนักลงทุนนั้นหดสั้นลง ซึ่งบังคับให้พวกเขาต้องเลือกผลกําไรในปัจจุบันทันทีเมื่อเทียบกับอนาคตอันไกลโพ้นนั่น หุ้นเน้นเติบโตจะตกยุคและหุ้นเน้นคุณค่าจะกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง

คริปโตดิ่งเหว (อีกครั้ง)

ผู้ที่คิดว่า crypto นั้นไม่ได้มีอะไรดีนอกจากเป็นการพนันและกิจกรรมที่น่าสงสัยเท่านั้น ไม่สามารถจะเจอตัวอย่างที่ดีกว่าการล่มสลายของ FTX อีกแล้ว ตลาดการแลกเปลี่ยน crypto ซึ่งควรที่จะเป็นใบหน้าที่น่านับถือของอุตสาหกรรมซึ่งดําเนินการโดย Sam Bankman-Fried ผู้ใจที่ได้รับชื่อว่าเป็นผู้ใจบุญและเป็นผู้บริจาคทางการเมืองในวัยเพียง 30 ปี แต่ในเดือนพฤศจิกายน บริษัท ทรุดตัวลงล้มละลายโดยมีเงินทุนของลูกค้าหายวับไปถึง 8,000 ล้านดอลลาร์ ตอนนี้ทางการอเมริกันเรียกมันว่า “การฉ้อโกงที่ยาวนานหลายปี” เขาถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหาทางอาญา หากถูกตัดสินว่ามีความผิดเขาสามารถใช้เวลาที่เหลือในชีวิตของเขาในคุกเท่านั้น

การล่มสลายของ FTX ถือเป็นการระเบิดของฟองสบู่ล่าสุดของ crypto ช่วงจุดสูงสุดในปี 2021 มูลค่าตลาดของสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดอยู่ที่เกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเกือบ 8 แสนล้านดอลลาร์เมื่อตอนต้นปี ตั้งแต่นั้นมาก็ลดลงเหลือประมาณ 8 แสนดอลลาร์เท่าเดิม ซึ่งก็คงเหมือนๆกับสิ่งอื่นๆ รากเหง้าของปัญหาก็อยู่ในยุคของเงินราคาถูกที่มีอยู่มากมาย และก็ความคิดทุกๆอย่างที่จะสรรสร้างกันขึ้นมา

อ้างอิง:

https://www.economist.com/finance-and-economics/2022/12/21/five-financial-trends-that-2022-killed

Leave a Reply

https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js
%d bloggers like this: