พยายามเข้าใจ การลงทุน การเงิน และระบบเศรษฐกิจ

Economics

ผลกระทบของรถติดที่มีต่อการเติบโตเศรษฐกิจ (Traffic Congestion Impact on Economic Growth)

https://www.matichon.co.th/politics/news_282841

https://www.matichon.co.th/politics/news_282841

ช่วงนี้เป็นช่วงหยุดยาว 4 วัน สำหรับใครที่อาศัยอยู่ใน กทม แบบผมก็อาจจะใช้เวลาช่วงหยุดยาวออกไปพักผ่อนยัง ตจว เมื่อวานนี้ผมขับรถจาก กทม. ไปยังพัทยาใช้เวลาขับรถอย่างเดียวรวมๆกันประมาณ 4 ชม!!! สำหรับระยะทางแค่ 140 กว่ากิโลเมตร มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานจริงๆ

ทีนี้ก้อเลยทำให้สงสัยว่าการที่รถติดเป็นประจำแบบใน กทม ทุกๆวันนี้มันส่งผลอะไรดีๆต่อการเจริญเติบของเศรษฐกิจบ้างรึเปล่า เราทุกคนคงจะไม่มีใครชอบรถติดๆกันอยู่แล้ว หลายๆคนที่ผมรู้จักนี่ก็ไม่ยอมอาศัยอยู่ใน กทม เลยทีเดียวเพราะถึงขั้นเกลียดรถติดมาก ซึ่งนี่ก็เป็นอะไรที่ไม่สะดวกเอาซะเลย

การที่รถติดนี่ก็ค่อนข้างจะมีความซับซ้อนอยู่เหมือนกัน มันทำให้เราไปทำงานสาย ก่อให้เกิดความเครียดต่อเนื่องแม้ว่าจะเดินทางไปถึงที่ทำงานแล้วก็ตาม การจัดส่งสิงค้าอะไรก็ช้า ค่าน้ำมันก็ต้องจ่ายมากขึ้น แต่หากเราสังเกตแล้วรถติดๆก็มักจะเกิดกับเมืองใหญ่ๆเหมือนกัน

ที่เห็นได้ชัดนอกจาก กทม เอง ก็จะมี พัทยา เมืองเชียงใหม่ เมืองภูเก็ต หัวหิน เมืองขอนแก่น เมืองอุบลราชธานี และเริ่มลามไปเมืองอื่นๆ ซึ่งก็เป็นสัญญาณว่าเมืองเหล่านี้มักจะมีงานให้คนทำ ซึ่งก็ชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้คนและสภาพเศรษฐกิจของเมืองนั้นๆ แสดงให้เห็นว่าเมืองนั้นๆนอกจากจะมีงานให้ทำ ก็มีกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แม้หลายๆคนก็ถึงกับเกลียดชีวิตในเมืองไปเลยทีเดียวอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น

การศึกษาโดย Matthias Sweet จากสถาบัน McMaster Institute for Transportation and Logistics ที่มหาวิทยาลัย McMaster ได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Urban Studies นั้น ได้พยายามอธิบายว่าเรามักจะมองถึงต้นทุนแรกก่อน (first-order costs) ก็คือตัวเงินของเวลาที่ใช้ไปเวลาที่รถติด แต่คุณ Sweet ได้พยายามมองถึงต้นทุนรอง (second-order costs) เพื่อมองให้เห็นถึงภาพใหญ่ขึ้นในด้านการเติบโตของงาน (job growth)  และประสิทธิภาพ (productivity) แน่นอนเมื่อรถติดมันก็แย่สำหรับคนที่ติดอยู่ในรถอยู่แล้ว แต่ภาพรวมต่อเศรษฐกิจล่ะมันแย่แค่ไหนกัน

คุณ Sweet ใช้ข้อมูลจากปี 1993 – 2008 จาก 88 เมืองที่รถติดในอเมริกา โดยหาวิธีวัด เช่น ความล่าช้าในการเดินทาง (จำนวนชั่วโมงเฉลี่ยต่อการขับรถ) และความสามารถในการเดินทาง (ค่าเฉลี่ยรถติดในแต่ละวันต่อทางด่วนหนึ่งเลนครอบคลุมทั่วทั้งเครือข่ายของบริเวณเมือง) ผลลัพธ์ที่ได้นั้นอาจจะดูเหมือนว่าขัดกับสามัญสำนึกสักหน่อย โดยผลลัพธ์ที่ได้นั้นบอกว่า ยิ่งรถติดมาก ช่วงแรกๆนั้นก็จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว แต่เมื่อผ่านจุดๆนึง (threshold) รถติดนั้นก็จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของเมืองนั้นๆให้ช้าลง

จากการศึกษาของคุณ Sweet ก็คือ งานจะเติบโตช้าลงเมื่อรถติดส่งผลต่อให้เกิดความล่าช้าเป็นจำนวน 35-37 ชั่วโมงต่อผู้เดินทางต่อปี (หรือก็คือประมาณสี่นาทีครึ่งต่อการเดินทางหนึ่งเที่ยวเมื่อเทียบกับสภาพรถที่ไม่ติด) ระดับจุดที่ใกล้เคียงกันก็มีอยู่เช่นกันเมื่อทั้งเครือข่ายนั้นมีปริมาณรถมากเกินไปตลอดทั้งวัน (หรือที่ค่าเฉลี่ยการเดินทางต่อวันที่ 11,000 ครั้ง) สิ่งเหล่านี้คุณ Sweet บอกว่ามันทำให้เกิดความซับซ้อนว่า ​“ในบางเมือง การที่รถติดก็ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ในขณะที่บางเมืองนั้นก็ส่งผลเสียมากกว่า”

ผมอ่านแล้วก็งงว่าตกลงมันคือยังไง คุณ Sweet บอกต่อว่าการประเมินของเขาเนี่ยบอกว่า ในเมืองที่รถไม่ติด หากมีรถติดสักหน่อยก็จริงๆแล้วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของเมืองนั้น เนื่องจากว่าต้นทุนในการบรรเทารถติดนั้นจะสูงกว่าต้นทุนที่เกิดจากรถติดด้วยซ้ำ (โอวววว มีเรื่องเช่นนี้ด้วย ว่าการปล่อยให้รถติดในบางครั้งกลับดีกว่ารถไม่ติดด้วยซ้ำไป)  หากมีการสร้างถนนหรือทางด่วนในเมืองที่รถติดไม่มากก็ดูจะเป็นการเปลืองเงินภาษีประชาชนซะมากกว่า แต่เมื่อรถติดจนถึงจุดๆนึงตามที่คุณ Sweet ประเมินไว้ ก็จะเป็นการเปลืองทรัพยากรและเป็นการไม่มีประสิทธิภาพเอาซะเลยหากพยายามที่จะแก้ไขมัน การสร้างถนนหรือทางด่วนใหม่ที่ไม่จำเป็นก็จะกลายเป็นการส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจมากกว่าผลดีแทน (มิน่าล่ะ! บ้านเราถึงติดกันจัง ฮาๆ)

อย่างไรก็ดี เมื่อเลยจุดที่ 4 นาทีครึ่งที่ว่านั้น มีบางอย่างเกิดขึ้นก็คือ คุณภาพชีวิตของคนที่เดินทางนั้นก็จะเริ่มเสื่อมถอยลง ถ้าคุณต้องใช้เวลาอันน่าเบื่อเป็นชั่วโมงอยู่กับรถติด ห้าวันต่อสัปดาห์เพื่อแค่ไปทำงานเนี่ย คุณต้องได้เงินเดือนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยกับเวลาที่เสียไป หรือก็ควรหางานใหม่ได้แล้ว และถ้าการหาคนทำงานที่เหมาะกับงานที่มีมันยากขึ้นเรื่อยๆมันก็แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจก็เริ่มไม่มีประสิทธิภาพแล้วเช่นกัน

แต่สิ่งนึงที่เป็นด้านดีจากผลการศึกษาก็คือคุณ Sweet นั้นพบว่าระดับรถติดที่ต่อให้แย่แค่ไหนก็ไม่ถึงกับว่าจะทำให้ไม่มีการเจริญเติบโตของงานในเมืองนั้นๆเลย ตัวแปรอื่นๆที่ควบคุม เช่น โครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง ประชากร หรือแม้แต่ประสิทธิภาพการบริหารจัดการของรัฐบาล นั้นมีผลมากกว่ามากจนต้องมีผลเสียจากตัวแปรเหล่านั้นซะมากกว่าที่จะทำให้เศรษฐกิจนั้นหยุดชะงัก

แม้ว่าจะเป็นผลการศึกษาจากประเทศอเมริกาแต่ก็ทำให้เราสามารถเห็นภาพด้านดีของการที่มีรถติดได้บ้างเหมือนกัน แต่สำหรับเมืองใหญ่ๆที่ติดอันดับต้นๆของเมืองที่รถติดที่สุดในโลกแบบ กทม เราเองนี่แล้ว ไม่แน่ใจว่าเราเลยจุด (threshold) 4 นาทีครึ่งนั้น ไปไกลมากแล้วหรือยัง…

 

 

 

 

 

อ้างอิง:

http://journals.sagepub.com/doi/abs/10.1177/0042098013505883

https://www.citylab.com/transportation/2013/10/how-traffic-congestion-impacts-economic-growth/7310/

 

 

 

 

 

 

 

 

Blenlit

 

Hakwarmroo.com

Leave a Reply

%d bloggers like this: